อาการวัยทองในผู้หญิงสิ่งที่สาวๆ ยุคใหม่ต้องรู้

อาการวัยทองมักเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40  ปีขึ้นไป อาการที่เกิดขึ้นกับสภาพร่างกายนี้จะมีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกัน อีกทั้งแต่ละคนจะมีอาการที่เผชิญไม่เหมือนกัน หากอย่างไรก็ตามแล้ว คุณสามารถตรวจสอบหรือพิจารณาว่าตนเองเข้าสู่ภาวะวัยทองแล้วหรือไม่ โดยพิจารณาได้จากอาการดังต่อไปนี้ค่ะ

4.1
  1. ร้อนวูบวามตามร่างกาย เป็นอาการแรกเริ่มสำหรับผู้หญิงวัยทองทั่วไป ส่วนมากจะเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ภายใน 1-5 นาทีเท่านั้นแล้วจะหายไปเอง แต่ก็ก่อให้เกิดความหงุดหงิดน่ารำคาญไม่น้อยเช่นกัน
  2. ปัญหาระบบทางเดินปัสสาวะ เกิดการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ทางเดินปัสสาวะมีปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับสตรีที่หมดประจำเดือนไปแล้ว นอกจากนี้ ยังพบการอักเสบภายในช่องคลอดอีกด้วย
  3. ปัญหาด้านการมีเพศสัมพันธ์ จะรู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์เนื่องจากน้ำหล่อเลี้ยงลดน้อยลงหรือช่องคลอดแห้งและบอบบางลงนั่นเอง อีกทั้งยังประสบปัญหาการตอบสนองและความต้องการทางเพศที่เสื่อมประสิทธิภาพต่ำลงด้วยไปด้วย
  4. อารมณ์แปรปรวน มีปัญหาทางด้านสภาวะอารมณ์ที่มักหงุดหงิดและแปรปรวนง่าย ประสิทธิภาพของการควบคุมอารมณ์เป็นไปไม่ดีและจะมีผลกระทบกับการใช้ชีวิตตามมาได้
  5. ประจำเดือนมาผิดปกติ จะพบว่าประจำเดือนเริ่มมาผิดปกติ บางครั้งอาจจะมีมามากหรือน้อยแตกต่างกันไปและพบได้ในช่วงที่ใกล้จะหมดประจำเดือน
  6. ระบบความจำเสื่อมประสิทธิภาพ ระบบการทำงานของสมองเสื่อมลงทำให้ความจำเสื่อมง่าย มีอาการหลงๆ ลืมๆ เป็นประจำและยังเกิดอาการความจำสั้นได้ด้วย
  7. เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงตามมา ผู้ที่เข้าสู่วัยทองเป็นช่วงวัยที่มีโอกาสในการเกิดโรคต่างๆ ตามมาหลายโรค ซึ่งล้วนโรคร้ายแรงด้วยกันทั้งนั้น เช่น โรคหัวใจ กระดูกพรุน หลอดเลือด อัลไซเมอร์และโรคมะเร็งเต้านม เป็นต้น

4.2

สำหรับการรักษานั้น เนื่องจากในปัจจุบันมีสารที่ได้จากธรรมชาติหลายชนิดที่พิจารณาให้นำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการในวัยทองได้ โดยเป็นสารสกัดที่ได้จากถั่วเหลืองซึ่งเป็นสารสำคัญในกลุ่ม Isoflavones มีประสิทธิภาพเพื่อการบรรเทาอาการวัยทองได้หลายอาการ นอกจากนี้ ยังมีผลต่อการช่วยป้องกันโรคหัวใจ เสริมสร้างหลอดเลือดและบำรุงกระดูกให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีผลช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือดได้ด้วย อย่างไรก็ตาม การจะนำสารดังกล่าวมาใช้บรรเทาอาการนั้นก็ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น4.5

วิธีรับมือเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการวัยทอง
– หลีกเลี่ยงจากสถานที่ที่มีอากาศร้อน โดยให้ไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นถ่ายเทสบายเพื่อให้เกิดความสดชื่น
– ห้องนอน ควรเป็นห้องนอนที่อากาศเย็น ไม่ร้อนอบอ้าวหรือควรปรับอุณหภูมิอากาศให้เย็นสบายขณะนอน
– เมื่อรู้สึกร้อน แนะนำให้ดื่มน้ำเย็นจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายได้
– การรับประทานอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารรสเผ็ดร้อน เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้รู้สึกร้อนและหงุดหงิดง่ายขึ้น
– หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มสุราและไม่ควรสูบบุหรี่
– พยายามทำใจให้สบาย ผ่อนคลาย ไม่เครียด และถ้าหากเกิดความเครียด ควรทำใจปล่อยวาง หายใจเข้า-ออกยาวๆ ลึกๆ ช้าๆ
– หากรู้สึกหนาวให้สวมเสื้อผ้าหนาๆ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายหลายชั้น แต่หากร้อนก็ถอดออกทีละชิ้นจนรู้สึกสบายตัว
– ผู้ป่วยบางท่านแพทย์จะแนะนำให้ทานวิตามินอีซึ่งจะช่วยลดอาการดังกล่าวได้ร้อยละ 40 clonidine และยาช่วยลดอาการซึมเศร้าในกลุ่ม SSRI เช่น Prozac Zoloft รวมถึงอาหารประเภทถั่วเหลืองเพราะสามารถช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบตามตัวได้

4.3

การแก้ปัญหาช่องคลอดแห้งในผู้หญิงวัยทอง
ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองมักจะเกิดอาการช่องคลอดแห้ง รู้สึกเจ็บในขณะมีเพศสัมพันธ์อีกทั้งยังมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยครั้ง โดยปัญหาเหล่านี้ย่อมส่งผลให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างไม่มีความสุขได้เท่าที่ควรนัก ดังนั้น เราจึงต้องรับมือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกัน สำหรับสาเหตุของช่องคลอดแห้งนั้นเกิดจากเนื้อเยื่อภายในช่องคลอดและกระเพาะปัสสาวะฝ่อลงจึงทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว หากร่างกายของคุณมีข้อต้องห้ามไม่ควรให้รับประทานฮอร์โมนทดแทนหรือผู้ป่วยไม่อยากรับฮอร์โมนทดแทนอาจจะเพราะกลัวความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ ตามมาก็สามารถทาฮอร์โมนเอสโตรเจนในบริเวณของช่องคลอดได้ ซึ่งระดับยาในเลือดจะมีน้อยกว่าชนิดรับประทาน 1 ใน 4 แต่จะส่งผลดีต่อช่องคลอดได้มากกว่าชนิดรับประทานถึง 4 เท่า และข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาครั้งแรกนั้น คุณควรทาทุกวันหลังจากนั้นก็ให้ทาสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งหรือแล้วแต่การปรับใช้ของผู้ป่วย นอกเหนือจากนี้ ผู้ป่วยบางท่านอาจใช้ยาที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ช่องคลอดแต่ไม่ทำให้เนื้อเยื่อของช่องคลอดหนาตัวเพิ่มขึ้นร่วมด้วยก็ได้

4.4

หากทราบแล้วว่าอาการของผู้หญิงวัยทองนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งแต่ละอาการก็มีความหลากหลายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่ที่ระดับฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน ทั้งนี้ หากท่านใดที่อยู่ในวัยทองหรือกำลังเข้าสู่ช่วงวัยทองหากคุณได้ทราบรายละเอียดและรับมือกับอาการดังกล่าวกันตั้งแต่ตอนนี้ เชื่อว่าเมื่ออาการวัยทองมาเยือนเต็มที่แล้ว สภาพร่างกายและจิตใจของคุณก็ย่อมต้านทานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้การดำเนินชีวิตของคุณมาพร้อมความสุขกายสบายใจได้อย่างปกติได้ด้วยเช่นกัน อย่าลืมว่าวัยทองไม่ได้มีอาการใดน่ากลัวร้ายแรง เพราะหากเรารับมือใส่ใจสุขภาพให้แข็งแรง ควบคุมสติและอารมณ์ให้ปล่อยวางกับทุกสิ่ง ใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายมาได้ตลอดก็ย่อมบรรเทาความหงุดหงิดหรืออาการเจ็บปวดต่างๆ ยามมีปัญหาได้ไม่มากก็น้อยแน่นอนค่ะ

อาหารที่เหมาะสมสำหรับสุขภาพผู้หญิงวัยทอง

ผู้หญิงเราเมื่ออายุมากขึ้นระบบเผาผลาญก็ทำงานถดถอยลง อีกทั้งผิวพรรณก็เริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวย่น รูปร่างก็มีการเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยผอมเพรียวเอวก็เริ่มหาย ยิ่งหากเข้าสู่ช่วงวัยทองด้วยแล้วสภาพร่างกายจะยิ่งเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงหลายด้านด้วยกัน เพราะวัยทองเป็นช่วงวัยผู้หญิงที่เริ่มเข้าสู่การหมดประจำเดือนฮอร์โมนเอสโตรเจนจึงลดน้อยลง ส่งผลให้มีอาการต่างๆ ตามมามากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ เราย่อมเตรียมการรับมือได้ค่ะ เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและห่างไกลจากโรคภัยต่างๆ ผู้หญิงวัยทองควรหันมารับประทานอาหารที่เหมาะสมถูกหลักโภชนาการสำหรับวัยนี้ให้มากขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงอาหารที่บั่นทอนทำลายสุขภาพไปพร้อมกันด้วย โดยวันนี้เรามีสาระน่ารู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับสตรีวัยทอง แล้วการมีสุขภาพที่ดีแข็งแรงตลอดจนทำให้คุณภาพการใช้ชีวิตเป็นไปในทางที่ดีขึ้นย่อมเป็นของคุณแน่นอน มาดูกันเลยนะคะว่าอาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงวัยทองนั้นมีอะไรบ้าง

5.1

ทานอาหารต้านอาการวัยทองกันเถอะ
อาหารจากธรรมชาติที่เราทานกันเป็นประจำบางชนิดก็กระตุ้นให้อาการวัยทองเป็นหนักมากขึ้น ส่งผลให้หงุดหงิด ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวเอาได้ ขณะเดียวกัน ยังมีอาหารบางประเภทที่ทานแล้วช่วยบรรเทาและลดอาการในผู้หญิงวัยทองได้ เพราะฉะนั้น เรามาทานอาหารต้านอาการวัยทองไปพร้อมกันดังนี้ได้เลย

อาหารแก้อาการร้อนวูบวาบ
สำหรับอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในผู้หญิงวัยทองควรลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มชา กาแฟและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง รวมถึงน้ำอัดลมและหลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัดหรือเผ็ดร้อน เนื่องจากอาหารดังกล่าวมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดอาการร้อนวูบวาบขึ้นได้ นอกจากนี้ การทานน้ำตาลขัดสีก็อาจช่วยกระตุ้นให้เกิดอาการได้ด้วยเช่นกัน เพราะนั้น ควรหลีกเลี่ยงทั้งการทานขนมขบเคี้ยวต่างๆ ที่มีน้ำเชื่อมหรือให้ความหวาน รวมทั้งอาหารที่ให้น้ำตาลชนิดอื่นๆ ที่มาในรูปแบบอาหารสำเร็จรูป และอย่าลืมดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว พร้อมทานผักผลไม้ที่ให้ไฟโตเอสโตรเจนอย่างเพียงพอพร้อมกัน

5.2

อาหารบำบัดอารมณ์แปรปรวน
เมื่อเข้าสู่วัยทองอารมณ์มักจะแปรปรวนง่ายดายอยู่แล้ว เพราะระดับฮอร์โมนเซโรโทนินในสมองลดลงต่ำ ดังนั้น แนะนำให้หันมารับประทานอาหารที่ช่วยหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขได้ ได้แก่ ข้าวกล้อง เนื้อปลาแซลมอน ไข่ กล้วย ดาร์กช็อกโกแลตและถั่วประเภทอัลมอนด์

จัดการด้วยอาหารเมื่อน้ำหนักขึ้น
เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำลงย่อมส่งผลให้ไขมันเข้าไปสะสมอยู่ในบริเวณหน้าท้อง ในขณะที่สะโพกและหน้าอกจะเกิดการหย่อนยานลง พร้อมกันนี้ ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายก็จะทำงานถดถอย เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าวที่ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างที่ไม่กระชับได้สัดส่วน ควรลดประเภทอาหารที่มีไขมัน เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน นม ไอศกรีม เนยเพราะให้คลอเรสเตอรอลสูงอีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วยค่ะ

5.3

อาหารป้องกันโรคกระดูกพรุน
ผู้หญิงเราเมื่อเข้าสู่วัยทองแล้ว ด้านความแข็งแรงของมวลกระดูกก็จะลดลงไปพร้อมกัน ทำให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนหรือมีโอกาสที่กระดูกจะเปราะบางและแตกหักง่าย ดังนั้น จึงควรรับประทานอาหารที่ให้แคลเซียมสูงเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้กระดูกผุกกร่อนหรือเสื่อมสภาพโดยเร็ว สำหรับผู้หญิงวัยทองนั้นควรได้รับแคลเซียมทุกๆ วัน ตั้งแต่ 1,200-1,500 มิลลิกรัม โดยรับประทานได้จากน้ำเต้าหู้ โยเกิร์ตไขมันต่ำ ผักใบเขียว ลูกฟิกส์ ลูกพรุนและการดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนย่อมส่งผลทำให้ร่างกายไม่อาจดูดซึมแคลเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพดีนัก ดังนั้น หากสามารถลดปริมาณหรือหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟได้จะดีมาก

อาหารบำรุงสุขภาพหัวใจ
ผู้หญิงวัยทองไม่เพียงแต่จะมีสภาพร่างกายที่เสื่อมสภาพลงตามวัยเท่านั้น หากยังเป็นช่วงโอกาสในการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ เพิ่มเข้ามาได้อีกด้วย เช่น โรคหัวใจ หัวใจวาย เส้นเลือดหัวใจอุดตัน คลอเรสเตอรอลสูงและสโตรก เราจึงต้องรีบเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้สุขภาพหัวใจด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคเหล่านี้ได้ โดยสิ่งแรกที่ควรให้ความสำคัญก็คือการรับประทานผักผลไม้เพื่อกำจัดสารพิษที่อุดตันในหลอดเลือดแดงควบคู่กันไปพร้อมกับการเพิ่มวิตามินหรือสารอาหารอื่นๆ นอกจากนี้ ไม่ควรละเลยการทานปลาอย่างแซลมอนหรือปลาทูที่ให้กรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันหัวใจให้ไกลห่างจากคลอเรสเตอรอลเลวได้

5.4

อาหาร 10 ชนิดที่ผู้หญิงวัยทองควรทาน
โดยปกติผู้หญิงเรามักมีที่ทำอาหารอยู่แล้ว เพราะต้องทำอาหารให้กับคนในครอบครัวรับประทานพร้อมหน้ากัน ดังนั้น คุณย่อมมีสิทธิ์คัดสรรวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพมาทำอาหารเพื่อช่วยป้องกันอาการวัยทองไม่ให้เป็นหนักขึ้นได้ด้วยเช่นกัน มาดูกันเพิ่มเติมนะคะว่ามีอาหาร 10 ชนิดใดบ้างที่ผู้หญิงวัยทองควรรับประทานเพื่อสุขภาพ
1. น้ำมันงา จะช่วยเพิ่มน้ำหล่อลื่นภายในช่องคลอด ช่วยให้ช่องคลอดที่แห้งมีความชุ่มชื้นและลดอาการเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ได้
2. แบล็กเคอร์แรนต์ เป็นอาหารที่ช่วยลดอาการแน่นในบริเวณหน้าอก
3. น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส มีสรรพคุณช่วยบำบัดอารมณ์ให้ผ่อนคลายจากความหงุดหงิดต่างๆ และช่วยผ่อยคลายอาการปวดตึงบริเวณหน้าอก
4. แปะก๊วย เป็นสมุนไพรบำรุงสมอง ช่วยเสริมสร้างระบบการทำงานของสมองและระบบประสาทจึงสามารถเสริมสร้างระบบความจำให้ดีขึ้นได้
5. โสม มีสรรพคุณชั้นเยี่ยมที่ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า กระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือด บำรุงร่างกายและหัวใจ อีกทั้งยังช่วยลดอาการร้อนวูบวาบและลดอาการหนาวภายในร่างกายได้
6. ถั่วเหลืองและเต้าหู้ ช่วยเพิ่มไฟโตเอสโตรเจนซึ่งมีผลต่อการช่วยปรับสภาวะฮอร์โมนภายในร่างกายให้เกิดความสมดุล
7. ชาเขียว ช่วยเสริมสร้างกระดูกและบำรุงสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง
8. แตงโม เป็นผลไม้ฤทธิ์เย็นที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำจึงสามารถลดอาการบวมน้ำภายในร่างกายได้ ขับล้างสารพิษดีท็อกซ์ของเสียและช่วยดับอาการร้อนวูบวาบได้เช่นเดียวกัน
9. นมไขมันต่ำ ช่วยป้องกันภาวะของการเกิดโรคกระดูกพรุนหรือลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกและข้อได้ อีกทั้งยังเสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรงตามมาได้ด้วย
10. น้ำเปล่า ควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้ 8-10 แก้วต่อวันเป็นประจำ นอกจากช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งเต่งตึงได้แล้ว ยังช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายภายในเป็นไปได้ดีขึ้นและช่วยป้องกันปัญหาของอาการท้องผูกในวัยทองได้ด้วย

5.5

โภชนาการด้านอาหารเสริมสร้างสุขภาพวัยทองให้แข็งแรง
ผู้หญิงวัยทองเมื่ออายุยิ่งมากขึ้น สภาพร่างกายก็ยิ่งเสื่อมสภาพลงในหลากหลายด้าน ทว่าการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับช่วงวัยของคุณย่อมช่วยชะลอความเสื่อมของกระดูกและกระตุ้นให้ระบบอวัยวะต่างๆ ยังคงทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้นตามปกติได้ อย่างน้อยก็นับว่าเป็นการชะลอไม่ให้เสื่อมสภาพร่วงโรยไปตามวัย โดยอาหารที่เราหยิบมาแนะนำดังนี้ก็ล้วนตอบสนองคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายได้ไม่น้อย เพราะฉะนั้น มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

ทานผลิตภัณฑ์ประเภทถั่วเหลือง
เนื่องจากมีงานวิจัยบางชิ้นที่ระบุว่าการรับประทานถั่วเหลืองจะช่วยลดอาการร้อนวูบวาบได้ แม้ว่าอาจจะยังกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่บ้างก็ตาม แต่ประโยชน์จากการรับประทานถั่วเหลืองนั้นก็มีมากมายให้เราได้ทราบกันอยู่แล้ว อีกทั้งยังสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ช่วยลด LDL-โคเลสเตอรอลหรือคลอเรสเตอรอลเลวลงได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น แนะนำให้ผู้ป่วยวัยทองรับประทานอาหารประเภทผลิตภัณฑ์ที่ได้จากถั่วเหลืองทุกชนิดวันละ 2 ที่(เสิร์ฟต่อวัน) เนื่องจากอาหารประเภทนี้จะใช้เวลานานประมาณ 4-6 สัปดาห์กว่าที่จะให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายซึ่งนับว่านานทีเดียว ดังนั้น เราจึงต้องหมั่นทานกันเป็นประจำสม่ำเสมอ
วิธีรับประทานในระหว่างวัน
– ดื่มนมถั่วเหลืองหรือใส่ซีรีอัลปั่นรวมกับผลไม้หรือจะนำมาทำแกงเผ็ดโดยการใช้แทนกะทิก็ได้เช่นเดียวกัน
– ใช้เต้าหู้แทนการใช้เนื้อสัตว์เวลาทำอาหาร เช่น ผัดต่างๆ และควรหมั่นทานผัดเต้าหู้กับผักหลายชนิดเป็นประจำด้วย
– สำหรับอาหารว่างเพื่อทานเล่นแทนการกินขนมขบเคี้ยวต่างๆ คุณสามารถต้มถั่วแระทานเป็นของว่างได้เช่นกันค่ะ

รับประทานผักและผลไม้อย่างเพียงพอ
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าผักและผลไม้นั้นมีประโยชน์มากมาย เนื่องจากอุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุและใยอาหารสูง นอกจากนี้ ยังทำให้ร่างกายได้รับสารไฟโตเอสโตรเจนซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของร่างกายที่ลดน้อยลงอีกด้วย แต่มนุษย์เราสามารถหาทานได้จากในพืชผักเท่านั้น เมื่อร่างกายของเราได้รับสารอาหารจากผักผลไม้เหล่านี้เข้าไปแล้วก็เปรียบเสมือนกับการล่อลวงระบบภายในร่างกายให้คล้ายรู้สึกว่ายังมีฮอร์โมนเอสโตรเจนมากกว่าความเป็นจริง จึงส่งผลให้อาการของวัยทองบรรเทาลงไปด้วย หากขณะเดียวกัน ก็ยังมีข้อต้องห้ามในผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกในมดลูกหรือรังไข่ โดยไม่ควรรับประทานพืชผักผลไม้ที่ให้สารไฟโตเอสโตรเจนในปริมาณสูงบ่อยๆ เนื่องจากนักวิจัยยังไม่ทราบข้อมูลเป็นที่แน่ชัดว่าไฟโตเอสโตรเจนจะส่งผลให้เป็นมะเร็งในอวัยวะสืบพันธุ์สำหรับผู้หญิงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ผักผลไม้ที่เราหาทานได้จากธรรมชาติยังมีธาตุโบรอน (boron) ซึ่งมีส่วนช่วยให้สามารถกักฮอร์โมนเอสโตรเจนและช่วยลดการสูญเสียแคลเซียมได้ นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลไม้ที่ให้ธาตุโบรอนสูงได้แก่ สตรอว์เบอร์รี่ ลูกพรุน แอปเปิ้ล องุ่น ราสเบอร์รี่และส้ม สำหรับผักนั้นหาทานได้ในหน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี แขนงผัก ดอกกะหล่ำ บีทรูท พริกหวาน แตงกวา หัวหอม แครอท หัวไชเท้า ผักกาดหอมและมันเทศ

เสริมสร้างสุขภาพด้วยเมล็ดถั่วและธัญพืช
อาหารธัญพืชเป็นอาหารที่ให้คุณค่าสูงมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง เนื่องจากประกอบไปด้วยเส้นใยอาหาร มีน้ำตาลกลูโคสที่ช่วยย่อยสลายแป้งได้ง่าย ทำให้กระเพาะอาหารรู้สึกอิ่มและหนักท้องนาน นอกจากนี้ ยังอุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุสูง โดยเฉพาะแคลเซียม วิตามินบี 6 โฟเลตและมีโปรตีนสูงแต่ไขมันต่ำ
วิธีรับประทานเมล็ดถั่วและธัญพืชในระหว่างวัน
– คุณสามารถผสมเมล็ดถั่วธัญพืชลงในเมนูอาหารอย่างแกงจืด ซุปหรือข้าวต้มเพิ่มเติมได้
– ปั่นน้ำมันมะกอกกับเมล็ดถั่วพร้อมกันแล้วนำมาเป็นน้ำจิ้มทานกับผักแบบดิป(dip)
– ใส่เมล็ดถั่วลงในจานสลัดหรือจะทำเป็นสลัดถั่วก็ได้
– ต้มถั่วเขียวเพื่อรับประทานเป็นอาหารว่าง
– ทำซุปถั่วและซุปลูกเดือย

MODEL RELEASED. Healthy eating. Middle aged woman eating a salad. Salad leaves are low in fat and salt and rich in vitamins and minerals, making salad a healthy food.

ทานไขมันดีเพื่อประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ
อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวเป็นสิ่งที่ผู้หญิงวัยทองควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด แต่ก็ใช่ว่าควรจะหลีกเลี่ยงการทานไขมันทั้งหมดโดยสิ้นเชิงไปเสียทีเดียว เพราะไขมันนั้นก็ยังมีอาหารที่มีไขมันดีซึ่งให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายเช่นเดียวกัน เนื่องจากไขมันดีจะช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็งบางชนิดได้ โดยอาหารที่ให้ไขมันดีอย่างน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วเหลือง+น้ำมันรำข้าว โดยใช้รับประทานเป็นอัตราส่วน 1:1 น้ำมันงา อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็งชนิดต่างๆ และปลาทะเลที่ให้กรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ดีต่อสุขภาพ

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงรับประทานคืออาหารประเภทฟาสต์ฟูท แครกเกอร์ต่างๆ มันฝรั่งทอดกรอบ ขนมอบเบเกอรี่และเนื้อสัตว์ที่ให้ไขมันมาก ซึ่งเป็นแหล่งของไขมันอิ่มตัวและยังเป็นไขมันทรานซ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย
วิธีรับประทานอาหารที่ให้ไขมันดีระหว่างวัน
– เลือกใช้มาการีนที่มีส่วนผสมจากน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันคาโนลา
– ใช้น้ำมันที่ให้ไขมันดีดังกล่าวมาประกอบอาหาร
– ทานเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดหนังหรือติดมัน
– ทานปลาทะเลมากขึ้น

เลือกประเภทเครื่องดื่มให้เหมาะสม
เครื่องดื่มปรุงแต่งรสชาติและให้สารความหวานต่างๆ ที่เรามักนิยมดื่มเพื่อดับกระหายสร้างความสดชื่นให้แก่ร่างกายตามที่จำหน่ายกันทั่วไปนั้น ล้วนดึงเอาสารอาหารจากร่างกายออกไปได้มาก เพราะฉะนั้น คงไม่มีเครื่องดื่มใดอีกแล้วที่จะให้คุณประโยชน์ต่อสุขภาพได้ดีเท่าน้ำเปล่า เราจึงควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้ 8-10 แก้วต่อวัน เพราะน้ำจะช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลและช่วยบำรุงสุขภาพไตให้แข็งแรงได้

ขณะเดียวกัน เครื่องดื่มจำพวกแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน อันได้แก่ ชา กาแฟและน้ำอัดลมล้วนช่วยขับน้ำออกจากร่างกาย ยิ่งดื่มจึงยิ่งทำให้รู้สึกกระหายน้ำมากยิ่งขึ้นโดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ นอกจากนี้ เครื่องดื่มดังกล่าวยังเข้าไปกีดขวางการดูดซึมของแคลเซียมภายในร่างกาย อีกทั้งยังเข้าไปทำลายแคลเซียมโดยกระตุ้นให้ถูกขับออกทางไตอีกด้วย

แนะนำให้ผู้ที่มีอาการวัยทองหันมาดื่มน้ำผลไม้เพิ่มวันละ 1 แก้ว อาจจะเป็นน้ำส้มที่มีเนื้อส้มผสมอยู่ด้วยก็ได้เพราะมีสารไฟโตเคมิคอลหรือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงซึ่งสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้ นอกจากนี้ วิตามินซีจากน้ำผลไม้ยังสามารถช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารเป็นไปได้ดีและยังสามารถป้องกันโรคโลหิตจางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.7

น้ำผลไม้ที่ผู้ป่วยวัยทองควรมีเก็บไว้ดื่มในแต่ละวัน ได้แก่
– น้ำแครอท
แม้รสชาติอาจจะไม่ค่อยคุ้นชินปากเท่าไรนัก แต่แครอทนั้นอุดมด้วยสารไฟโตเคมิคอลที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่ กรดเฟโนลิก (phenolic acid) เทอร์ปีน (terpenes) และแคโรเทอนอยด์ซึ่งรวมไปถึงสารเบต้าแคโรทีนด้วย
– น้ำส้ม มีวิตามินซีและโฟเลต ส้มบางชนิดยังช่วยเสริมแคลเซียมให้กับกระดูกซึ่งให้ปริมาณใกล้เคียงกับการดื่มนมเลยทีเดียว
– น้ำองุ่นแดง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้จากไวน์แดง ซึ่งจะช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ ต่อต้านความเสื่อมสภาพของผิวพรรณและช่วยป้องกันมะเร็งได้

แบ่งอาหารทานเป็นมื้อย่อยเล็กๆ
งานวิจัยชี้แจงไว้ว่าการรับประทานอาหารในปริมาณครั้งละน้อยๆ แต่ทานบ่อยครั้งตลอดวันจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานหรือแคลอรีรวมทั้งปริมาณไขมันทั้งหมดน้อยกว่า เนื่องจากส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานอย่างมีประสิทธิภาพกว่าการรับประทานครั้งละมากๆ อีกทั้งการทานบ่อยๆ เช่นนี้ยังช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำทำให้มีเรี่ยวแรงพลังและส่งผลให้ร่างกายรู้สึกได้ถึงความกระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา และสำหรับคนไทยเรามักจะรับประทานอาหารเย็นพร้อมหน้าพร้อมตากันเป็นส่วนใหญ่อีกทั้งอาหารบนโต๊ะก็ล้วนมีหลากหลายให้เราเลือกทานซึ่งบางเมนูก็ทำให้อ้วนหรืออุดมด้วยแคลอรีสูงมาก ดังนั้น แนะนำให้เลือกรับประทานอาหารที่ให้ไขมันต่ำดีกว่า โดยเราจะแนะนำพฤติกรรมการรับประทานในอาหารในมื้อเย็นเพื่อเสริมสร้างการมีคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยวัยทองให้ดีขึ้นดังนี้ค่ะ
– ควรรับประทานอาหารที่ให้ไขมันต่ำและย่อยง่าย เช่น แกงจืด ปลา ยำและสลัดผัก เป็นต้น
– ตักอาหารทานใส่ภาชนะเล็กๆ และทานแต่เพียงน้อยๆ เท่านั้นหรือทานแค่พออิ่มก็พอ
– หลีกเลี่ยงการทานอาหารในตอนกลางคืนโดยเฉพาะอาหารที่เป็นแป้งและมีไขมันน้ำตาลสูง ขนมหวานต่างๆ ก็ควรงด หากหิวแนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าหรือรับประทานผลไม้อย่างส้มหรือแอปเปิ้ลแทน และมองหากิจกรรมอื่นๆ ทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความหิวออกไป เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเพลงและคุยกับเพื่อน เป็นต้น

8.7

ทานอาหารที่ให้แคลเซียมสูงเป็นประจำทุกวัน
ผู้หญิงวัยทองต้องการแคลเซียมบำรุงกระดูกวันละ 1,000-1,500 มิลลิกรัม เพราะแคลเซียมจะมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนและความดันโลหิตสูงได้ กรณีผู้ที่ไม่ชอบดื่มนมหรือมีปัญหาไม่สามารถดื่มนมได้สามารถรับแคลเซียมจากอาหารอื่นๆ ได้เพิ่มเติมดังนี้
– ดื่มคาปูชิโนหรือลาเต้ที่ผลิตจากกาแฟสูตรไร้คาเฟอีน (decaffeinate)
– ทำซุปแบบเข้มข้นโดยใส่นมลงไปปรุงเป็นส่วนประกอบเพิ่ม
– ทานโยเกิร์ตพร่องไขมันหรือเนยแข็ง (cheese)
– ทานผักใบเขียว บล็อกโคลี เมล็ดถั่วและงา
– ดื่มน้ำส้มเสริมแคลเซียม
– ดื่มนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม
– เสริมแคลเซียม+วิตามินดี

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง
ผู้หญิงวัยทองอัตราการเผาผลาญทำงานลดลงอยู่แล้ว และเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไปก็ง่ายยิ่งนักที่ร่างกายจะมีไขมันสะสมและส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น จึงควรเลี่ยงการทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง อีกทั้งการที่ร่างกายของเราได้รับน้ำตาลในปริมาณมากก็ย่อมส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงได้ด้วยเช่นกัน เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงมันจะกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งสารอินซูลินออกมามากซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้น้ำตาลเปลี่ยนมาเป็นไขมันแล้วเกิดการสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
วิธีลดไขมันและน้ำตาลกับการทำอาหารที่ถูกต้อง
– ควรทำของหวานไว้ทานเอง โดยหันมาใช้น้ำตาลเทียมแทน เช่น ต้มถั่วเขียวเมื่อสุกดีแล้วก็ยกลงจากเตาแล้วใส่น้ำตาลเทียมลงไปผสม
– ทำไอศกรีมจากน้ำผลไม้โดยนำน้ำผลไม้คั้นสดใส่ในพิมพ์จากนั้นนำไปแช่แข็งก็จะได้ไอศกรีมน้ำผลไม้ไว้ทานหวานๆ แล้ว
– หากต้องทำอาหารที่ใช้กะทิ แนะนำให้ใช้นมหรือนมถั่วเหลืองแทน
– ปั่นผลไม้รวมกับโยเกิร์ตแล้วดื่มเป็นอาหารว่าง

หลังจากได้ทราบรายละเอียดเรื่องอาหารที่ผู้หญิงวัยทองควรรับประทานให้เหมาะสมตามหลักโภชนาการของวัยนี้แล้วก็อย่าลืมทานอาหารตามนั้นอย่างเคร่งครัดและหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพพร้อมกันด้วย ทั้งนี้ อย่าลืมใส่ใจเรื่องของการออกกำลังกายด้วยนะคะ เพราะการออกกำลังกายในผู้หญิงวัยทองจะช่วยลดคลอเรสเตอรอลเลวในเลือดได้ ช่วยป้องกันการสูญเสียแคลเซียม เสริมสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรง ผ่อนคลายความเครียด กระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตให้ทำงานดีขึ้น ช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างเพียงพอเต็มที่ อีกทั้งยังช่วยป้องกันการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพราะอายุมากแล้วระบบเผาผลาญก็ย่อมทำงานเสื่อมประสิทธิภาพลง ดังนั้น การดูแลตัวเองในวัยทองนอกจากใส่ใจเรื่องอาหารการกินแล้ว การออกกำลังกายนับเป็นการดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่งและกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ด้วยค่ะ

ผ้าห่มนาโน

ผ้าห่มนาโน☆ โปรยกกระสอบราคาเพียง 78 บาท จร้า
ขนนุ่ม น่าสัมผัส ผ้ามหัศจรรย์นาโน(Nano) เป็นผ้าเอนกประสงค์ทำจากเส้นใยสังเคราะห์นาโนเทคโนโลยี ผ้าห่มนาโน เมื่อใช้ห่มตัวแล้วจะมีความแตกต่างจากผ้าห่มทั่วไป คุณสมบัติของเส้นใยนาโนทำให้ผ้าห่มแนบชิดเวลานอน ความนุ่มของเส้นใยจะทำให้รู้สึกบางเบาไม่อึดอัด แถมได้ความอบอุ่นในแบบที่ผ้าห่มที่ความหนาเท่ากันให้ไม่ได้ ยิ่งซักยิ่งนุ่ม มีหลากหลายลายมาให้เลือกซื้อกันค่ะ มีทั้งแบบเรียบๆเก๋ๆ และลายการ์ตูนสุดน่ารัก☆☆

ผ้าปูที่นอน ชุดเครื่องนอน

ชุดเครื่องนอน ผ้าปูที่นอน ร้านนี้เลยจร้าา dreamhouse.in.th คลิกเลย

อาการผู้ชายวัยทองกับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง

แน่นอนอยู่แล้วว่าถ้าเราพูดถึงคำว่า ‘วัยทอง’ หลายคนมักจะเข้าใจถึงผู้หญิงที่เข้าสู่ช่วงวัยทองเสียมากกว่าโดยเฉพาะผู้หญิงที่เข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือน แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่าแท้จริงผู้ชายเองก็มีช่วงวัยทองเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อฮอร์โมนเพศชายหรือเทสโทสเทอโรนลดลงโดยในทางการแพทย์เรียกว่า ‘แอนโดรพอส’ (Andropause) ร่างกายก็ย่อมเสื่อมสภาพลงในหลายๆ ด้านได้ด้วยเช่นกัน ลักษณะอาการก็อาจจะไม่ได้แตกต่างไปจากผู้หญิงมากนัก แต่อย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ สภาพร่างกายและจิตใจจะโรยราและเสี่ยงต่อการเกิดโรคในช่วงวัยนี้กันได้ง่าย

6.1

สัญญาณเตือนในผู้ชายวัยทอง
ผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปจะมีระดับฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อเทสโทสเตอโรนลดลงปีละ 1% โดยจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่สภาพร่างกายภายในก็ไม่ได้มีการหยุดทำงาน ซึ่งจะมีความแตกต่างจากวัยทองสำหรับผู้หญิงที่เมื่อรังไข่หยุดผลิตฮอร์โมนอย่างถาวร ด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลให้อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ชายวัยทองไม่ได้แสดงผลใดๆ ออกมาชัดเจนหรือมีความรุนแรงมากนักเมื่อเทียบกับผู้หญิงวัยทอง อีกทั้งหากผู้ชายวัยทองหมั่นดูแลสุขภาพให้แข็งแรง แม้ว่าอายุจะย่างเข้าสู่วัย 80 ปีก็ตาม ผู้ชายวัยนี้ก็ยังคงมีฮอร์โมนเพศที่สมดุลและมีร่างกายที่แข็งแรงตามปกติได้

อาการเตือนสำหรับผู้ชายวัยทอง
อาการทางด้านร่างกาย
มักจะเกิดอาการอ่อนเพลียง่ายซึ่งมักเกิดขึ้นในเวลาช่วงเช้าและตอนกลางคืน กล้ามเนื้อร่างกายที่เคยฟิตก็เริ่มลดขนาดความแข็งแรงลง รูปร่างเริ่มอ้วน ลงพุงและเกิดภาวะกระดูกพรุน
อาการทางด้านสติปัญญาและอารมณ์ มักจะมีอาการกระสับกระส่าย หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า เฉื่อยชา มีความสมาธิลดลง และประสิทธิภาพทางด้านความจำสั้นขึ้น
อาการทานด้านระบบไหลเวียนเลือด จะมีอาการร้อนวูบวาบได้เหมือนกับผู้หญิงวัยทอง อีกทั้งยังมีเหงื่อออกมากและพบว่าชีพจรเต้นเร็ว
อาการทางด้านจิตใจและเพศสัมพันธ์ มีอาการนอนไม่หลับ ความรู้สึกต้องการทางเพศลดลง อวัยวะเพศไม่แข็งตัวรวมถึงปริมาณและความถี่ของการหลั่งน้ำอสุจิลดลงไปด้วย

6.2

ปัจจัยส่งผลให้เข้าสู่วัยทองเร็วกว่าปกติ
นอกจากช่วงวัยของอายุที่มากขึ้นซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ฮอร์โมนเพศชายลดลงได้แล้ว ยังมีสภาวะอื่นๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ชายเข้าสู่วัยทองได้เร็วกว่าปกติอีกด้วย เช่น การทำงานอย่างเหนื่อยหนักหักโหม พักผ่อนน้อยเกินไป สภาพจิตใจเกิดภาวะความเครียด วิตกกังวลต่างๆ นานา ดื่มแอลกอฮอล์และมักสูบบุหรี่เป็นประจำ รวมทั้งยังเกิดโรคเรื้อรังร้ายแรงต่างๆ ได้แก่ โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง เป็นต้น

แต่ถึงแม้ร่างกายจะเสื่อมสภาพไปตามวัยและเข้าสู่วัยทองก็ตาม หากเราใช้ชีวิตอย่างถูกต้องโดยหันมาดูแลสุขภาพให้แข็งแรงก็ย่อมชะลอปัญหาที่เกิดขึ้นจากวัยทองได้ แค่รู้จักดำเนินชีวิตในทางสมดุลง่ายๆ เริ่มต้นที่การพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ตามหลักโภชนาการ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ทานแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง แต่หันมาทานผักผลไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะผักอย่างมะเขือเทศที่มีสารไลโคปีนซึ่งช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากที่เกิดขึ้นกับผู้ชายวัยทองได้ นอกจากนี้ ผู้เข้าสู่วัยทองควรควบคุมสภาพจิตใจให้ผ่อนคลาย แจ่มใส ไม่เครียด โดยการมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอและออกกำลังกายเป็นประจำก็ย่อมช่วยลดความเครียดออกจากจิตใจได้แล้ว ทั้งนี้ ควรเลิกสูบบุหรี่และเลิกดื่มแอลกอฮอล์ด้วยจะดีมากเพื่อชะลอไม่ให้สุขภาพแย่ก่อนวัยอันควรมากขึ้น

6.3 6.4 6.5 8.7

อาหารเสริมวัยทองปรับสุขภาพกายและใจให้มั่นคงแข็งแรง

นับเป็นเรื่องปกติสำหรับอาการในผู้หญิงวัยทองหากพบว่าตนเองมีอารมณ์หงุดหงิดโกรธง่าย ร้อนวูบวาบบ่อย มักมีเหงื่อออกในตอนกลางคืน นอนไม่หลับหลายครั้ง เนื่องจากเป็นอาการที่ผู้หญิงวัยทองทุกคนต้องประสบเหมือนๆ กันอยู่แล้ว หากก็ขึ้นอยู่ที่สภาพร่างกายและจิตใจรวมถึงฮอร์โมนในร่างกายที่ส่งผลแตกต่างกัน แต่ทราบกันไหมคะว่าบรรดาอาหารเสริมเพื่อสุขภาพสำหรับผู้หญิงวัยทองนั้นก็สามารถช่วยบรรเทาอาการวัยทองให้ดีขึ้นได้ อยากทราบกันหรือยังคะว่าอาหารเสริมหรือสมุนไพรใดบ้างที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพสตรีวัยทอง หากอยากทราบแล้ว ถ้าเช่นนั้น มาติดตามไปพร้อมกันเลยค่ะ

7.1

ขิงช่วยปรับอารมณ์ให้นิ่งได้
ผู้หญิงวัยทองมักเผชิญกับความหงุดหงิดร้อนใจง่าย ทำให้อารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ ง่ายขึ้นด้วย แต่ขิงเป็นสมุนไพรที่สามารถช่วยปรับอารมณ์ให้คงที่สมดุลได้ อีกทั้งยังช่วยให้การนอนหลับสบายขึ้นด้วย เนื่องจากขิงมีด้วยกันหลากหลายชนิด แต่มีงานวิจัยพบว่าขิงมีสรรพคุณในการปรับอารมณ์ในผู้หญิงวัยทองและช่วยในเรื่องของการนอนหลับให้เป็นไปได้สนิทมากขึ้นเท่านั้น แต่ขิงจะสามารถช่วยรักษาอาการวัยทองที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น อาการร้อนวูบวาบได้หรือไม่นั้น ข้อนี้งานวิจัยยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจนแน่นอน

ตังกุยสมุนไพรเลื่องชื่อเพื่อสุขภาพ
ตังกุยเป็นสมุนไพรจีนที่เลื่องชื่อในด้านการบำบัดรักษาสุขภาพของผู้หญิงมาเนิ่นนานนับพันปีได้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ก็ยังไม่พบหลักฐานซึ่งยืนยันได้ถึงสรรพคุณอันแน่ชัดของตังกุยเท่าใดนัก นอกจากมีเพียงงานวิจัยหนึ่งชิ้นที่ระบุไว้ว่า ‘ตังกุย’ มีคุณสมบัติช่วยลดอาการร้อนวูบวาบในผู้หญิงวัยทองได้ ขณะเดียวกัน ก็ยังมีการตรวจพบด้วยว่าตังกุยอาจจะส่งผลข้างเคียงบางอย่างต่อร่างกายได้ ดังนั้น หากจะใช้ตังกุยในการรักษาก็แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนจะดีกว่า

ถั่วเหลืองช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ
ผู้หญิงชาวอเมริกาที่เข้าสู่วัยทองมักจะมีอาการร้อนวูบวาบมากกว่าผู้หญิงวัยทองชาวเอเชียมากถึง 8 เท่า และพวกเธอเหล่านั้นก็เลือกที่จะหันมารับประทานอาหารที่สกัดจากถั่วเหลืองเพื่อลดอาการดังกล่าว เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า ถั่วเหลืองจะสามารถช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบภายในร่างกายให้คงที่ในระดับสมดุลได้ ปัจจุบันหลายคนอาจจะเห็นอาหารจำพวกถั่วเหลืองถูกสกัดแปรรูปมาอยู่ในรูปแบบอาหารเสริมหลากหลายชนิดที่วางจำหน่ายตามท้องตลาด โดยเป็นอาหารเสริมเพื่อบำรุงสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ก็ยังไม่พบว่ามีงานวิจัยใดให้การสรุปว่า ถั่วเหลืองจะสามารถช่วยลดอาการร้อนวูบวาบได้แท้จริงมากน้อยเพียงใด

7.5

วิตามินดีเสริมสร้างกระดูกได้ดี
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการรับประทานวิตามินดีจะช่วยในเรื่องของการเสริมสร้างบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง เพราะหากร่างกายขาดวิตามินดังกล่าวแล้ว ก็ไม่อาจดูดซึมแคลเซียมได้ สำหรับผู้ใหญ่ควรได้รับวิตามินวันละ 600 IUs ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 71 ปีขึ้นไป ควรได้รับวิตามินดีมากกว่าวันละ 800 IUs ซึ่งปัจจุบันสามารถหาทานได้ทั้งในรูปแบบอาหารเสริมและอีกหนึ่งช่องทางสำหรับการรับวิตามินดีที่ดีและง่ายดายที่สุดก็คือ การออกมารับแสงอาทิตย์ยามเช้านั่นเอง การออกไปรับแสงอาทิตย์วันละ 10-15 นาที ร่างกายของเราจะได้รับวิตามินดีอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งในแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้ายังกระตุ้นให้อารมณ์ของเราเบิกบาน แจ่มใส ทำให้สมองปลอดโปร่งโล่งสบายและยังช่วยลดอาการง่วงซึมหรือขี้เซาได้ ร่างกายจะเกิดความตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า สดชื่น แต่ไม่ควรออกไปตากแดดจัดเป็นเวลานานนะคะ เพราะอาจจะทำให้ผิวหนังคล้ำเสียจากแดดได้

7.4

แบล็คโคโฮส (Black cohosh) บรรเทาอาการร้อนวูบวาบ
แบล็คโคโฮสเป็นสมุนไพรที่พบในเขตอเมริกาเหนือเท่านั้น คนไทยเราจึงอาจจะไม่มีใครรู้จัก หากก็นับเป็นอีกหนึ่งอาหารเสริมสำหรับวัยทองที่มียอดขายดีมากทีเดียวสำหรับชาวอเมริกา เนื่องจากมีการศึกษาพบว่ารากของแบล็คโคโฮสมีคุณสมบัติช่วยบรรเทารักษาอาการวัยทองได้ โดยเฉพาะอาการร้อนวูบวาบในร่างกายและช่วยลดภาวะอาการซึมเศร้า ลดอาการปวดเกร็งขณะมีประจำเดือน ลดการหดเกร็งในกล้ามเนื้อมดลูกและรักษาอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม สมุนไพรดังกล่าวก็ยังมีข้อแนะนำในการใช้โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับไม่ควรใช้สมุนไพรแบล็คโคโฮส

เสริมมวลกระดูกให้แข็งแรงด้วยแคลเซียม
ผู้หญิงเราเมื่อเข้าสู่วัยทองฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายจะลดลงหลังจากหมดประจำเดือนและปัญหาใหญ่ที่สุดของสตรีวัยนี้พบได้อย่างน่ากังวลอย่างมากก็คือมวลกระดูกจะค่อยๆ หายไปพร้อมกันนั่นเอง เมื่อร่างกายขาดแคลเซียมหรือได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอก็ย่อมส่งให้กระดูกไม่แข็งแรง เปราะบางและอาจแตกหักง่ายเมื่อสะดุดล้ม ดังนั้น ร่างกายจึงต้องได้รับแคลเซียมเสริมอย่างเพียงพอเพื่อสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรงดังเดิม ปกติแล้วผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 51 ปี ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม แต่ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 51 ปี ควรได้รับแคลเซียมมากกว่าวันละ 1,200 มิลลิกรัม โดยสามารถรับประทานแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติซึ่งหาได้จากนม ปลาตัวเล็ก เต้าหู้ ผักใบเขียวต่างๆ รวมถึงอาหารเสริมแคลเซียมด้วย

7.3

เซนต์จอห์นเวิร์ตช่วยบำบัดอารมณ์แปรปรวน
สมุนไพรดอกสีเหลืองสดสวยที่มีชื่อเรียกว่า “เซนต์จอห์นเวิร์ต” (St John’s Wort) เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับผู้หญิงวัยทอง เนื่องจากได้รับการกล่าวขานว่ามีคุณสมบัติช่วยบำบัดอารมณ์ไม่ให้เครียดได้ ทั้งนี้ ยังช่วยบรรเทาอาการภาวะซึมเศร้าชนิดไม่รุนแรงเท่าใดนักได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ เนื่องจากมีฤทธิ์ช่วยสงบประสาท นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานการยืนยันเพิ่มเติมอีกว่าหากรับประทานสมุนไพรดังกล่าวพร้อมกับแบล็คโคโฮส (Black cohosh) จะยิ่งช่วยรักษาอารมณ์แปรปรวนง่ายของผู้หญิงวัยทองให้สมดุลนิ่งสงบขึ้นได้อย่างดีเยี่ยม

ลดอาการเหงื่อออกตอนกลางคืนด้วยเมล็ดแฟล็กซ์
เมล็ดแฟล็กซ์และน้ำมันจากเมล็ดแฟล็กซ์มีสรรพคุณช่วยให้อาการหลังหมดประจำเดือนของผู้หญิงเราเบาบางลงได้ เนื่องจากในเมล็ดแฟล็กซ์มีลิกแนน (lignans) ซึ่งมีฮอร์โมนชนิดหนึ่งอยู่มาก ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถช่วยปรับฮอร์โมนในเพศหญิงให้เป็นไปอย่างสมดุลปกติได้ อีกทั้งยังช่วยลดอาการร้อนวูบวาบให้ดีขึ้นพร้อมกันได้ด้วย

Tips : เลือกทานอาหารเสริมอย่างฉลาดสำหรับผู้หญิงวัยทอง
– ก่อนที่จะซื้ออาหารเสริมชนิดใดมารับประทาน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรที่มีความเชี่ยวชาญก่อนเสมอ เนื่องจากอาหารเสริมทุกชนิดล้วนมีผลข้างเคียงต่อการรักษาด้วยกันทั้งนั้น
– อาหารเสริมและสมุนไพรที่คุณทานอยู่อาจทำปฏิกิริยาบางอย่างกับยาที่คุณทานอยู่เป็นประจำก็เป็นได้ โดยสมุนไพรสามารถเข้าไปลดหรือเพิ่มการออกฤทธิ์ของตัวยาประจำที่คุณใช้อยู่ จนอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพบางอย่างตามมาได้ด้วย ดังนั้นแล้ว ก่อนทานอาหารเสริมหรือสมุนไพรใดๆ เพื่อรักษาอาการวัยทอง คุณจึงควรระมัดระวังหรือปรึกษาแพทย์ให้มั่นใจก่อนดีกว่า
– การรักษาอาการต่างๆ ภายในร่างกายไม่ว่าจะเป็นยาที่ล้วนก่อให้เกิดอาการแพ้แก่ร่างกายแล้ว จงอย่าลืมว่าแม้แต่สมุนไพรบางชนิดที่คุณซื้อมาใช้ทานรักษาก็ย่อมมีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้ร่างกายคุณเกิดอาการแพ้ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ดังนั้น เพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรงดีขึ้นในภาวะวัยทองที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเลือกรักษาบรรเทาอาการด้วยอาหารเสริมหรือตัวยาสมุนไพรใดเพิ่มเติม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเท่านั้น พร้อมกันนี้ อย่าลืมหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายเบื้องต้นด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเสริมวิตามิน แร่ธาตุและแคลเซียมอย่างเพียงพอ เพราะอาหารจากธรรมชาติที่เรารับประทานกันอยู่หากเลือกทานให้มีประโยชน์ก็ย่อมเป็นอาหารทางยาด้วยกันทั้งนั้น อาหารเหล่านี้นี่แหละที่จะช่วยป้องกัน บรรเทาโรคหรืออาการต่างๆ ให้ทุเลาลงได้ ทังนี้ อย่าลืมใส่ใจเรื่องการนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอและออกกำลังกายเป็นประจำด้วยนะคะ หากคุณทำได้ตามนี้อย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันก็ไม่เก็บความเครียดไว้กับตัว หมั่นปล่อยวางเรื่องกังวลต่างๆ ให้ได้ เท่านี้การมีสุขภาพแข็งแรงในวัยทองก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ยากแล้วค่ะ

7.2

6 วิตามินเสริมเพิ่มคุณภาพชีวิตวัยทองให้ดีขึ้น

ผู้หญิงเราเมื่ออายุอานามย่างเข้าเลข 4 เป็นเรื่องจริงแน่นอนว่าร่างกายเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยแห่งการหมดประจำเดือนในไม่ช้าและจะต้องเข้าสู่วัยทองอย่างเต็มตัวซึ่งภาวะวัยทองนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย ทุกคนล้วนต้องเผชิญด้วยกันทั้งนั้น สำหรับผู้หญิงเราแล้วเนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในรังไข่ลดลงจึงทำให้ร่างกายได้รับผลกระทบจากภาวะวัยทองอันส่งผลให้มีอาการต่างๆ เกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ หากเราใส่ใจดูแลสุขภาพกันตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่วัยทองจะมาเยือนก็ย่อมช่วยป้องกันไม่ให้ภาวะวัยทองเล่นงานสุขภาพให้แย่หนักได้เช่นเดียวกัน วันนี้เราจึงได้นำเอาเกล็ดสาระความรู้เกี่ยวกับวิตามิน 6 ชนิดที่ผู้หญิงวัยทองควรรับประทานเพื่อสุขภาพมาฝากกันค่ะ มาดูกันเลยนะคะว่ามีอะไรบ้าง

  1. Soy isoflavone สารสกัดในกลุ่ม flavanoids จากถั่วเหลือง
    เป็นสารอาหารที่สกัดได้จากถั่วเหลือง และพบว่าเมื่อ soy isflavone ได้เข้าสู่ร่างกายไปแล้วสารดังกล่าวก็จะออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงจึงสามารถช่วยลดอาการร้อนวูบวาบที่มักเกิดขึ้นตามร่างกายได้ อีกทั้งยังสามารถบำบัดอาการหงุดหงิด ใจร้อน อารมณ์แปรปรวนก็จะนิ่งสงบเย็นลง นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติช่วยป้องกันผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่นหรือถนอมผิวไม่ให้มีสภาพแห้งหยาบกร้านเกินไป ที่สำคัญยังมีงานวิจัยล่าสุดบ่งชี้ชัดไปในทางเดียวกันด้วยว่าสามารถช่วยลดปัญหาของการเกิดโรคกระดูกเปราะบางหรือโรคกระดูกพรุนได้ ดังนั้น ผู้ที่เข้าสู่วัยทองจึงควรหมั่นรับประทานอาหารที่ได้จากถั่วเหลืองเป็นประจำ ที่สำคัญไปกว่านั้น soy isflavone ไม่ได้มีผลต่อการเพิ่มของระดับฮอร์โมนเพศหญิงแต่อย่างใด ผู้หญิงเราจึงสามารถทานได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างเช่นปัญหามะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก แม้จะต้องรับประทานเป็นระยะเวลานานก็ตาม
  2. Black Cohosh

เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่นำเอาส่วนของรากมาสกัดใช้เป็นยาเพื่อการออกฤทธิ์ และปัจจุบันได้มีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายเกี่ยวกับด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยซึ่งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ใจสั่น นอนไม่หลับ เหงื่อออกในตอนกลางคืน อารมณ์แปรปรวนและตลอดจนถึงมีอาการร้อนวูบวาบในสตรีวัยทอง อีกทั้งยังมีการนำเอาสมุนไพรดังกล่าวมาใช้ในผู้ป่วยด้านสูตินรีเวชด้วย เพราะอาการในวัยทองมักสร้างความหงุดหงิดให้กับผู้หญิงอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ ทางการแพทย์จึงได้นำเอา Black Cohosh มาพิจารณาเพื่อเลือกใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหานอนไม่หลับ ทดแทนการให้ยานอนหลับที่อาจมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ

  1. Vitamin D

หลายคนทราบกันดีว่าวิตามินดีเป็นสารอาหารสำคัญซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนโดยมักพบได้บ่อยมากในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว และปัจจุบันคนไทยเราก็มักจะกลัวแสงแดดกันมากเพราะกลัวผิวพรรณคล้ำเสียทั้งที่ในแสงแดดนั้นเป็นแหล่งที่มีวิตามินดีอยู่มากจึงพยายามหลบเลี่ยงการเผชิญแสงแดด จนทำให้ร่างกายขาดวิตามินดีไปบำรุงร่างกายอย่างเพียงพอเหมาะสม ขณะเดียวกัน ปัจจุบันยังมีงานวิจัยพบว่าผู้ที่มีวิตามินดีในกระแสเลือดสูงมากกว่า 50 ug/dl ขึ้นไป จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายได้มากถึง 4 โรค ซึ่งได้แก่ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคภูมิแพ้ตนเองและโรคกระดูกพรุน ดังนั้น เราจึงควรหมั่นเสริมวิตามินดีเข้าสู่ร่างกาย หากไม่ได้รับประทานอาหารที่ให้วิตามินดีอย่างเพียงพอ แนะนำให้คุณหมั่นออกมารับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าประมาณวันละ 10-15 นาที ง่ายๆ เพียงเท่านี้ร่างกายก็จะไม่ขาดวิตามินดีแล้วค่ะ

  1. Calcium
    แคลเซียมเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง เราสามารถรับแคลเซียมได้จากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม โยเกิร์ต ชีสต์และผักใบเขียวต่างๆ ที่ให้แคลเซียม แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักตัวมาก ไขมันในกระแสเลือดสูงก็ควรทานอาหารประเภทงา งาดำและถั่วต่างๆ ซึ่งให้แคลเซียมสูงไม่แพ้อาหารชนิดอื่นเช่นเดียวกัน โดยปกติ ผู้คนทั่วไปเข้าใจกันว่าการทานแคลเซียมแบบเม็ดย่อมทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมที่เพียงพอต่อร่างกาย แต่แท้จริงแล้ว ร่างกายคนเราอาจสามารถดูดซึมได้ไม่ถึง 20% ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น หากเราต้องการได้รับประโยชน์จากแคลเซียมก็ควรรู้ก่อนว่าร่างกายของเราสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดีมากน้อยแค่ไหน
  1. Red yeast rice

เป็นสมุนไพรที่นิยมใช้กันในประเทศจีนมานานแล้ว โดยมักนำมาใช้ทาเคลือบผิวเป็ดปักกิ่ง สำหรับ Red yeast rice มีสรรพคุณช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลชนิดรวมและชนิดไม่ดีได้ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาจากทั้งอิตาลีและจีนด้วยการนำเอามาใช้ลดระดับไขมันในกระแสเลือดในผู้ป่วยที่เริ่มมีปัญหาคลอเรสเตอรอลระดับต่ำจนถึงระดับปานกลางได้และพบว่าการลดไขมันเป็นไปได้ดี อีกทั้งผู้หญิงวัยทองย่อมมีปัญหาในด้านการเผาผลาญซึ่งส่งผลให้ไขมันคลอเรสเตอรอลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้อยู่แล้ว จึงควรเริ่มหันมาใช้สมุนไพรดังกล่าวเพื่อการรักษาวัยทองร่วมด้วยได้เช่นเดียวกัน

  1. Anti-oxidant
    เป็นสารอาหารสำคัญที่เรียกกันว่าสารต้านอนุมูลอิสระโดยมีวิตามินรวมอยู่หลายชนิดด้วยกัน ได้แก่ วิตามินเอ ซี อี เบต้าแคโรทีน ไลโคปีน โคเอนไซม์คิวเท็น สารสกัดเปลือกสนฝรั่งเศส แอสต้าแซนทิน สารสกัดจากเมล็ดองุ่นและเรสเวอลาทอร์ ซึ่งสารสำคัญเหล่านี้ล้วนมีคุณสมบัติช่วยในการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตันหัวใจและสมอง ลดการสร้างสารเบต้าอไมลอยด์ในสมองซึ่งเป็นสาเหตุของโรคความจำเสื่อม ลดการทำลายคอลลาเจนในผิวจึงสามารถชะลอผิวให้เกิดริ้วรอยได้ช้าลง ช่วยเสริมระบบภูมิต้านทานและช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันเราสามารถตรวจจากผลเลือดได้ว่าร่างกายของเราขาดสารอาหารเหล่านี้หรือไม่ หากพบว่าขาดก็สามารถรับประทานอาหารเสริมเพิ่มเติมได้ แต่หากให้ดีควรรับประทานอาหารจำพวกผักผลไม้เป็นประจำ โดยทานให้ครบหลากหลายสีสันก็ทำให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์จากวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดได้อย่างเพียงพอครบถ้วนแล้ว ในส่วนของสารต้านอนุมูลอิสระบางชนิดอาจจะไม่สามารถตรวจพบจากเลือดได้ ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนว่าเราจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ หรือไม่ ซึ่งวัดผลเหล่านี้ได้จากการตรวจสุขภาพร่างกายและควรปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามแพทย์สั่งพร้อมทั้งเช็คประวัติคนในครอบครัวร่วมด้วย เพราะอาจจะมีสมาชิกในบ้านป่วยด้วยโรคดังกล่าวซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยวัยทองมีโอกาสเกิดโรคได้จากพันธุกรรมไปด้วยนั่นเอง

อย่างไรก็ดี หากคุณได้ทราบถึง 6 วิตามินเสริมเพิ่มคุณภาพร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้นสำหรับวัยทองที่มีอายุ 40 Up ไปแล้ว จากนี้ก็อย่าลืมนำคำแนะนำจากเราไปปรับใช้เพื่อรักษาอาการกันตามความเหมาะสมและถูกต้องนะคะ หากไม่มั่นใจในวิตามิน อาหารเสริมหรือสมุนไพรใดก็สามารถปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ได้เลยค่ะ เพียงแค่นี้รับประกันได้เลยว่านอกจากสุขภาพจะแข็งแรงขึ้นแล้ว คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยวัยทองย่อมดำเนินไปในทางที่ดีและมีความสุขได้อย่างไม่ยากเย็นเช่นก่อนแน่นอน

มีร้านเครื่องสำอางเกาหลีมาแนะนำจ้า สินค้าพร้อมส่งทุกชิ้นจ้าา

etude อีทูดี้ มีให้เลือกมากมาย

etude อีทูดี้

น่ารู้! สุขภาพผู้หญิงวัยทองเรื่องที่สาว 40 Up ไม่ควรมองข้าม

วัยทองหมายถึงผู้หญิงที่เข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือน ผู้คนบางกลุ่มมักเรียกกันว่าวัยหมดระดู สำหรับการเข้าสู่วัยทองนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติตามเพศซึ่งเป็นไปตามวงจรชีวิตทุกคน เริ่มต้นตั้งแต่วัยทารก วัยเด็ก วัยรุ่น วัยเจริญพันธุ์ วัยกลางคน วัยทองและกระทั่งเข้าสู่วัยชรา สำหรับกรณีที่เราจะเรียกกันว่าวัยทองอย่างเต็มปากก็เนื่องจากผู้หญิงเรามีอายุตั้งแต่ 45-50  ปีขึ้นไป แต่โดยเฉลี่ยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่จะเข้าสู่วัยทองอย่างเต็มตัวก็มักอยู่ในช่วงอายุ 48-49 ปี เนื่องจากผู้หญิงวัยนี้มักอยู่ในช่วงหมดประจำเดือนหรือบางรายอาจจะหมดช้า-เร็วกว่านั้นแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกายของแต่ละคน แต่สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มสุราเป็นประจำย่อมมีโอกาสเข้าสู่วัยทองได้รวดเร็วกว่าผู้ที่ไม่มีพฤติกรรมดังกล่าวรวมถึงผู้หญิงที่ถูกตัดรังไข่ออกก็ย่อมเข้าสู่ภาวะวัยทองทันทีหลังจากผ่าตัดรังไข่ออกไปแล้วได้ด้วยเช่นกัน

8.1

ภาวะการหมดประจำเดือนในผู้หญิงวัยทอง
ปกติแล้วผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 30  ปีขึ้นไป ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนภายในร่างกายจะลดการผลิตลงจึงส่งผลให้ช่วงวัยนี้มีประจำเดือนมาไม่ค่อยแน่นอน อาจจะมีมาแบบถี่บ้างห่างบ้างตามจังหวะการขึ้นลงของระดับฮอร์โมนเพศซึ่งทางการแพทย์เรียกระยะนี้ว่า ระยะก่อนหมดประจำเดือน ผู้หญิงบางคนร่างกายอาจจะเริ่มเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ และมีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ ตามด้วยอาการนอนไม่หลับ มีอาการร้อนวูบวาบตามตัว อารมณ์หงุดหงิดแปรปรวนง่าย ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นอาการของผู้หญิงวัยทองที่หมดประจำเดือนแล้วถาวรจริงๆ สำหรับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้วอย่างถาวร ประจำเดือนจะหยุดมาอย่างแน่ชัดแล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งผู้หญิงวัยนี้จะมีอายุในระหว่าง 45-55 ปี ทั้งนี้ บางรายอาจจะเกิดขึ้นได้รวดเร็วหรือช้าก็ได้เพราะขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์และปัญหาสุขภาพของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป โดยเราสามารถสังเกตร่างกายตนเองได้ค่ะว่ากำลังหมดประจำเดือนหรือไม่อย่างไร โดยสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลงของร่างกายได้ดังนี้

8.2

  1. ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ บางเดือนมาถี่ๆ แล้วทิ้งห่างไปหลายเดือนจากนั้นอาจจะกลับมาเป็นได้อีก ปริมาณของเลือดที่ออกอาจจะออกมากกว่าปกติหรือน้อยกว่าทุก 2-3 สัปดาห์
  2. เกิดอาการร้อนวูบวาบ โดยประมาณ 3 ใน 4 สำหรับสตรีวัยหมดประจำเดือน นอกจากอาการร้อนวูบวาบแล้ว ยังพบว่าเหงื่อออกมามากแม้ยังอยู่ในที่ๆ มีอากาศเย็นก็ตามและโดยเฉพาะในเวลากลางคืนเหงื่อมักจะออกมากเป็นพิเศษ โดยอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วง 2-3 ปีแรกนับจากประจำเดือนหมด และอาการของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนของแต่ละคนก็มักมีความรุนแรงที่แตกต่างกันไป
  3. ปัญหาเรื่องการนอนหลับ มักมีอาการนอนหลับยากหรือนอนไม่หลับเป็นประจำ และตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยหรืออาจตื่นเช้าเร็วกว่าปกติ
  4. อารมณ์ไม่แน่นอน มีอารมณ์แปรปรวนได้ตลอด หงุดหงิด ใจร้อนและโกรธง่าย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย
  5. เกิดปัญหาภายในช่องคลอด เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงจึงส่งผลให้เนื้อเยื่อภายในช่องคลอดบอบบาง แคบและสั้นลง สารหล่อลื่นรวมทั้งความยืดหยุ่นก็ลดลงตามไปด้วยจนส่งผลให้เกิดความรู้สึกเจ็บในขณะมีเพศสัมพันธ์หรือมีอาการเจ็บๆ แสบคันตามมาได้ โดยอาการดังกล่าวย่อมทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เพราะเมื่อช่องคลอดแห้ง สารหล่อลื่นไม่มีดังเดิม เชื้อแบคทีเรียชนิดดีที่ป้องกันเชื้อแบคทีเรียชนิดร้ายก็ย่อมถูกทำลายไปด้วยจึงทำให้มีโอกาสติดเชื้อเกิดขึ้นได้ง่ายนั่นเอง

8.3

  1. ปัญหาในระบบทางเดินปัสสาวะ เมื่อระดับเอสโตรเจนลดลงเนื้อเยื่อบริเวณเยื่อบุท่อปัสสาวะก็ย่อมบางลง ความแข็งแรงของกระเพาะปัสสาวะก็ลดลงตามไปด้วย ผู้หญิงวัยทองส่วนใหญ่จึงมักมีอาการปัสสาวะแล้วแสบ บางรายกลั้นปัสสาวะในเวลาไอ จามหรือตอนยกของหนักไม่ได้จนทำให้มีปัสสาวะเล็ดลอดออกมา
  2. ผิวพรรณเหี่ยวย่นเกิดริ้วรอย เนื่องจากร่างกายเกิดการสร้างสารคอลลาเจนน้อยลง ผิวหนังจึงแห้งหยาบกร้านได้ง่าย สูญเสียความชุ่มชื้น ไม่เต่งตึงเปล่งปลั่งเหมือนเก่า ทั้งยังพ่วงมาพร้อมอาการคันยุบยิบ มีอาการอักเสบแพ้จากผดผื่นร่วมด้วยได้ง่าย ดังนั้น จึงควรหมั่นทาโลชั่นบำรุงผิวเป็นประจำเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเสื่อมสภาพมากไปกว่าที่ควรเป็น
  3. การเจริญพันธุ์เริ่มเสื่อมลง เพราะช่วงเวลาของการตกไข่เริ่มไม่มีความแน่นอนอาจทำให้ระบบการเจริญพันธุ์อ่อนแอลงตามไปด้วย แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังสามารถตั้งครรภ์ได้เสมอจนกว่าประจำเดือนจะหยุดอย่างถาวรเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปีเต็ม

8.4

ผู้หญิงวัยทองกับการเกิดโรค
โรคที่มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงวัยทอง ได้แก่ โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจและมะเร็งเต้านม เป็นต้น ดังนั้นเพื่อการรับมือป้องกันเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ หรือเพื่อเตรียมรับฮอร์โมนทดแทนเข้าสู่ร่างกาย ผู้ป่วยควรทราบรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับโรคต่างๆ เอาไว้ตลอดจนควรทราบถึงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคดังกล่าวพร้อมกันด้วย

คำแนะนำด้านการทานอาหารสำหรับผู้หญิงวัยทอง
อยากให้ร่างกายแข็งแรงห่างจากโรคที่พ่วงมาพร้อมภาวะวัยทองต่างๆ ทั้งนี้ เราสามารถดูแลสุขภาพตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ภัยเหล่านั้นจะมาเยือนได้ง่ายๆ ด้วยการใส่ใจรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ถูกต้องตามหลักโภชนาการอย่างแท้จริง โดยผู้ป่วยสามารถศึกษารายละเอียดจากข้อมูลดังต่อไปนี้ได้เลยค่ะ

  1. รับประทานผักผลไม้ ถั่วต่างๆ โดยเฉพาะถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากถั่วเหลือง เช่น เต้าหูหลอด เต้าหู้แผ่นและอาหารประเภทธัญพืช เป็นต้น โดยควรหมั่นทานเป็นประจำ
  2. ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมัน ไม่ควรทานอาหารจำพวกไขมันเกินร้อยละ 30 จากพลังงานที่ได้รับต่อวัน แนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงการทานอาหารซึ่งเป็นไขมันจากสัตว์ เลี่ยงอาหารที่ได้ผ่านการแปรรูปจากไขมัน พวกกรดไขมันทรานส์ (trans fatty acid) เช่น เนยขาว โดนัท มาร์การีนและมันฝรั่งทอด เป็นต้น ทั้งนี้ ควรเลือกใช้น้ำมันที่ให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง ได้แก่ น้ำมันรำข้าว น้ำมันงาและน้ำมันมะกอก
  3. ควรทานอาหารให้ครบถ้วนหลากหลาย เช่น ทานปลาทะเล ถั่วเมล็ดแห้ง เต้าหู้และลดปริมาณการทานเนื้อแดงให้น้อยลง
  4. ลดปริมาณอาหารที่ให้คลอเรสเตอรอลสูง โดยควรทานไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม
  5. เพิ่มปริมาณอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างเช่น ข้าวกล้องและธัญพืชเป็นประจำมากขึ้น
  6. ลดปริมาณการทานอาหารรสเค็มและควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 8-10 แก้ว
    1. สำหรับการดื่มนมเพื่อเสริมสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรง แนะนำให้ดื่มนมพร่องไขมันแทน
    2. ควรรักษารูปร่างหรือรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสม
    3. ควรทานอาหารให้ได้ทุกมื้ออย่างเพียงพอและไม่ควรงดทานอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะย่อมมีผลเสียต่อร่างกายได้
    4. งดสูบบุหรี่หรือลดปริมาณให้น้อยลงจนสามารถเลิกได้ในที่สุด พร้อมกันนี้ ควรเลิกดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ ไวน์และสุราอันเป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้ร่างกายเสื่อมสภาพและเข้าสู่ภาวะวัยทองได้รวดเร็ว

8.5

การดูแลสุขภาพของผู้หญิงวัยทองด้วยตนเอง
การดูแลสุขภาพของผู้หญิงวัยทองคุณสามารถใส่ใจพื้นฐานการดำเนินชีวิตเบื้องต้นง่ายๆ ด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอโดยนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง ออกกำลังกายเป็นประจำและไม่เครียด หมั่นทำใจปล่อยวางอย่างผ่อนคลาย สำหรับในเรื่องของการรับประทานอาหารนั้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเราจะต้องทานอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนการทั้ง 5 หมู่ เน้นทานอาหารที่ให้แคลเซียมสูง เช่น นมสด โยเกิร์ต พืชตระกูลถั่วทุกชนิด เต้าหู้ งาดำ ปลาตัวเล็กและผักใบเขียวต่างๆ เป็นต้น เนื่องจากแคลเซียมที่เราทานเข้าไปจะเข้าไปเสริมสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรงจึงสามารถป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ นอกจากนี้ ยังต้องควบคุมระดับของคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือดไปพร้อมกันด้วย โดยควรงดทานอาหารที่มีคลอเรสเตอรอลสูงแต่หันมาทานอาหารที่เน้นกากใยและย่อยง่ายจะดีกว่า และเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงผู้หญิงวัยทองควรใส่ใจพฤติกรรมของตนเองอย่างมีวินัยมากขึ้นดังนี้
– ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น เดิน วิ่งเหยาะๆ โยคะ ปั่นจักรยาน รำมวยจีน เต้นรำและเต้นแอโรบิก เป็นต้น
– ปรับสภาพจิตใจให้ผ่อนคลายอยู่เสมอ โดยหมั่นควบคุมจิตใจตนเองไม่ให้เครียด รู้จักมองโลกในแง่ดีเพื่อที่จิตใจจะได้สดใสเบิกบาน
– ตรวจสุขภาพเสมอปีละ 1 ครั้ง การตรวจสุขภาพจะทำให้เรารู้เท่าทันการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ได้ก่อนสายเกินไป เพื่อจะได้ตรวจหาภาวะความดันโลหิต ตรวจหาระดับไขมันในเลือด ตรวจมะเร็งปากมดลู ตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก(Bone mineral density) ตรวจหามะเร็งเต้านม (Mammography) และการตรวจหาระดับฮอร์โมนซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะของวัยทองไปพร้อมกัน
– หากพบว่ามีอาการผิดปกติในร่างกาย เช่น กระดูกพรุนหรือกระดูกเปราะบางก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำการตัดสินใจพิจารณาเพื่อรับฮอร์โมนทดแทนตามความเหมาะสม

8.6

ประโยชน์จากการได้รับฮอร์โมนทดแทน
ก่อนอื่นจะต้องทราบความหมายกันก่อนว่าการให้ฮอร์โมนทดแทนนั้นคือการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดที่ผ่านการสกัดมาจากธรรมชาติ(Bio-identical Hormone) ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างคล้ายคลึงกันกับฮอร์โมนเพศหญิง ขณะเดียวกัน การให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้นแพทย์อาจพิจารณาให้ควบคู่กันพร้อมกับฮอร์โมนโปรเอสเตอโรนด้วยซึ่งเป็นฮอร์โมนในผู้หญิงอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกันกับฮอร์โมนเพศในมนุษย์ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ

ผลลัพธ์ที่ได้จากการรับฮอร์โมนทดแทน
– ผู้ป่วยจะมีอาการนอนหลับสบายยิ่งขึ้น ลดอาการร้อนวูบวาบ ช่วยคลายความกังวลใจ ลดภาวะอาการซึมเศร้า เหนื่อยและใจสั่นง่าย
– เสริมสร้างคอลลาเจนผิวทำให้ผิวพรรณเต่งตึงและชุ่มชื้นได้มากขึ้น ช่วยลดอาการอักเสบในผิวหนัง ส่งผลให้เส้นผมหนาดกดำและช่วยลดปัญหาเส้นผมหลุดร่วงจนศีรษะบางลงได้
– เพิ่มระดับความจำ ลดอาการขี้ลืมและทำให้มีสมาธิดีขึ้น
– หากได้รับร่วมกับแคลเซียมจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกให้แข็งแรงดังเดิมได้ อีกทั้งจะยิ่งดีมากถ้าผู้ป่วยหมั่นออกกำลังกายควบคู่กันอยู่เสมอ แต่ทั้งนี้ผลที่ได้รับจากการให้ฮอร์โมนทดแทนนั้นอาจมากน้อยล้วนขึ้นอยู่กับสุขภาพและสภาวะจิตใจที่แตกต่างกันของผู้ป่วยในแต่ละรายไป
– ตื่นมารับแสงอาทิตย์ในยามเช้าเนื่องจากแสงแดดมีวิตามินดีที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ซึ่งเหมาะสมอย่างมากสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทอง

การให้ฮอร์โมนทดแทนในวัยทองจะแบ่งไปตามลักษณะการใช้ ดังนี้
– สำหรับผู้ป่วยที่ผ่าตัดมดลูกออกไปแล้ว
จะให้เป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการวัยทองให้ดีขึ้น โดยมีทั้งแบบชนิดรับประทาน ทาผิวหนังและแบบแผ่นแปะ
– สำหรับผู้หญิงที่ยังมีมดลูกอยู่ปกติ จะให้เป็นฮอร์โมนที่ประกอบไปด้วยฮอร์โมนทั้งสองชนิดที่มีอยู่ในร่างกายผู้หญิงอยู่แล้วก็คือเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนตามธรรมชาติ สำหรับการรักษาด้วยวิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดปกติหรือเกิดเป็นมะเร็งในเยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นได้

ในการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้น คุณสมบัติหลักของฮอร์โมนชนิดนี้จะมีหน้าที่หลักคือช่วยควบคุมอวัยวะทางระบบเจริญพันธุ์ซึ่งทำให้วัยเด็กก้าวเข้าสู่วัยสาวและมีประจำเดือนกระทั่งมีบุตรได้อย่างสมบูรณ์เต็มตัว นอกจากนี้ ฮอร์โมนดังกล่าวยังมีผลดีต่ออวัยวะภายในร่างกายส่วนอื่นๆ อีกด้วย ได้แก่ เส้นเลือด หัวใจ สมองและกระดูก ฮอร์โมนเอสโตรเจนโดยส่วนใหญ่แล้วมักถูกสร้างขึ้นจากรังไข่ ส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกสร้างขึ้นมาจากไขมันบริเวณผิวหนัง รังไข่นั้นจะมีการผลิตฮอร์โมนลดลงเมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วอายุ 40 ปีขึ้นไป และหยุดการผลิตก็ต่อเมื่อร่างกายหมดประจำเดือนไปแล้ว และโดยอายุเฉลี่ยสำหรับผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ที่หมดประจำเดือนไปแล้วก็คือวัย 45-51 ปี

แต่หากรังไข่ทั้งสองข้างของผู้หญิงถูกผ่าตัดออกในขณะที่ยังไม่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนก็ตามก็ย่อมทำให้ร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลงคล้ายกับช่วงหมดประจำเดือนไปแล้วได้เช่นเดียวกัน แต่อาจจะมีอาการที่รุนแรงกว่าเนื่องจากฮอร์โมนในเพศหญิงได้หมดไปจากร่างกายแล้ว สำหรับฮอร์โมนที่มักนิยมใช้เพื่อทดแทนนั้นมีด้วยกันหลายชนิด แต่ผู้คนมักนิยมใช้ชนิดที่สกัดจากธรรมชาติหรือ Bio-Identical Hormone สำหรับการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนกับผู้ป่วยวัยทองนั้นสามารถให้ได้ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น การรับประทาน แบบแผ่นแปะ เจลหรือสำหรับสอดช่องคลอด ทั้งนี้ล้วนขึ้นอยู่ที่การพิจารณาเพื่อรักษาจากแพทย์ให้เกิดความเหมาะสมกับร่างกายของผู้ป่วยวัยทองในแต่ละรายไป

สำหรับการให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จุดประสงค์หลักก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้นและป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกด้วย โดยมีกลไกสำคัญกล่าวคือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะมีคุณสมบัติที่สามารถยับยั้งการสังเคราะห์ DNA จึงช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์และลดปริมาณตัวรับต่อจากฮอรโมนเอสโตรเจนไปสู่เซลล์เป้าหมายได้ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจากธรรมชาตินั้นมีด้วยกันหลายชนิด สำหรับการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกในผู้หญิงที่ได้รับเอสโตรเจน ขนาดและระยะเวลาของการให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนย่อมเป็นสิ่งสำคัญและจะได้รับก็ต่อเมื่อแพทย์พิจารณาการให้ให้เป็นไปตามความเหมาะสมกับอาการและสภาพร่างกายซึ่งต้องเป็นไปตามความถูกต้องเท่านั้น

8.7

อาการข้างเคียงจากการรับฮอร์โมนทดแทน
– มีเลือดออกทางช่องคลอดซึ่งอาจพบได้บ่อยจนทำให้ผู้ป่วยไม่อยากรับฮอร์โมนทดแทนอีก ส่วนใหญ่มักพบในช่วง 3-6 เดือนแรกหลังจากเริ่มรับฮอร์โมนทดแทน เมื่อรับฮอร์โมนทดแทนอย่างสม่ำเสมอแล้วร่างกายจะเกิดภาวะการปรับตัวที่สมดุลและทำให้เลือดที่เคยไหลออกจากช่องคลอดหายไปเองได้ตามธรรมชาติ
– อาการเจ็บเต้านม เป็นอาการในช่วงแรกหลังจากได้รับฮอร์โมนทดแทน หลังจากนั้นอาการเจ็บปวดดังกล่าวก็จะบรรเทาลงและหายไปเองได้
– มีอาการปวดศีรษะไมเกรน
– น้ำหนักตัวเพิ่ม แท้จริงแล้ว การรับฮอร์โมนทดแทนไม่ได้ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันที่ไม่ได้ใส่ใจดูแลเรื่องการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายให้เป็นไปอย่างสมดุลกัน อีกทั้งเนื่องจากอายุที่มากขึ้นจึงส่งผลให้ระบบเผาผลาญจึงทำงานเสื่อมประสิทธิภาพลงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การให้ผู้ป่วยได้รับฮอร์โมนทดแทนมักจะให้ในปริมาณที่ต่ำหรือเทียบเท่ากับระดับปกติที่ร่างกายเคยมีอยู่แล้วเท่านั้น แพทย์จะไม่อนุญาตให้ได้รับมากเกินขนาดความพอดี ดังนั้น ผลข้างเคียงจากการได้รับฮอร์โมนจึงเกิดขึ้นน้อย ผู้ป่วยจึงไม่ต้องหวาดวิตกกับผลข้างเคียงที่อาจส่งผลให้สุขภาพย่ำแย่ตามมา

เรื่องสุขภาพของคนเราแท้จริงแล้วไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย ไม่ว่าจะช่วงวัยใดหรือแม้แต่สมัยยังสาวๆ ก็ตาม ในปัจจุบันเนื่องจากโรคภัยร้ายแรงล้วนคุกคามสุขภาพคนเราได้รวดเร็วก่อนวัยอันควร โดยที่เราอาจไม่ทันได้รู้ตัวล่วงหน้าด้วยซ้ำ ดังนั้น อย่ารอให้อายุมากขึ้นจนเฉียดย่างเข้าวัยเลข 4 Up กันเลยเราถึงจะหันมาเตรียมตัวใส่ใจเพื่อรับมือป้องกันปัญหาที่อาจมาพร้อมภาวะวัยทอง เพราะฉะนั้น แนะนำให้รีบหันมาดูแลตัวเองให้แข็งแรงกันเนิ่นๆ เสียแต่ตอนนี้ เมื่อวัยที่สภาพร่างกายร่วงโรยแล้ว สุขภาพของเราจะได้มีภูมิต้านทานที่ยังคงแข็งแกร่งและสมดุลดังเดิมหรืออย่างน้อยก็ยังสามารถต้านอาการวัยทองต่างๆ ไม่ให้คุกคามร่างกายหนักได้ด้วย

มะเร็งอัณฑะ…สาระดีๆที่ท่านชายไม่ควรพลาด

จั่วหัวเรื่องไว้ว่ามะเร็งอัณฑะแน่นอนว่าเรื่องที่เราจะกล่าวถึงกันต่อไปนี้เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับคุณผู้ชายโดยเฉพาะ   โรคมะเร็งอัณฑะเป็นโรคที่อาจพบไม่บ่อยเท่ามะเร็งชนิดอื่น แต่ขึ้นชื่อว่ามะเร็งก็เป็นโรคที่ไม่มีใครปรารถนาอยากจะเป็น เกริ่นเริ่มต้นกันมาเสียขนาดนี้แล้วผู้อ่านคงอยากจะอยากทราบถึงสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และวิธีลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกันแล้วใช่ไหมคะ ก่อนจะกล่าวถึงเรื่องเหล่านั้นเรามารู้จักอัณฑะกันก่อนค่ะ

5.1

อัณฑะเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชาย มีตำแหน่งอยู่ข้างองคชาติซ้ายขวาทำหน้าที่ผลิตอสุจิและเป็นตัวสร้างฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย

โรคมะเร็งอัณฑะมีตำแหน่งการเกิดอย่ที่เนื้อเยื่อหุ้มลูกอัณฑ พบได้บ่อยในหมู่ผู้ชายอายุน้อยๆวัยเจริญพันธุ์ซึ่งก็ได้แก่หนุ่มๆวัยรุ่นทั้งหลาย ตั้งแต่ช่วงอายุ 15- 35 ปี แต่มีอัตราการเกิดน้อยเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ โรคนี้สามารถแบ่งแยกย่อยออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 2 ชนิด คือ ชนิดเซมิโนกาและชนิดเซมิโนมา

ควรพบแพทย์เมื่อใด?

การหมั่นสังเกตความผิดปกติบริเวณอัณฑะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะปัจจุบันยังไม่มีวิธีการแน่นอนจะที่ตรวจมะเร็งอัณฑะตั้งแต่ยังไม่มีอาการ แต่มีงานวิจัยระบุว่าการทำให้อัณฑะลงในถุงตั้งแต่ก่อนช่วงวัยรุ่นจะลดอัตราการเกิดมะเร็งอัณฑะลงได้

สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเป็นมะเร็งอัณฑะ

  • คลำพบก้อนเนื้อตรงบริเวณถุงอัณฑะแต่ไม่มีอาการปวด
  • อัณฑะบวม
  • อาจรู้สึกหน่วงๆที่ถุงอัณฑะ อาจเป็นได้ทั้งสองข้างหรือข้างเดียว
  • เจ็บปวดตรงอัณฑะอย่างเฉียบพลัน
  • อัณฑะแข็ง
  • เต้านมโตคล้ายผู้หญิง

5.2

การวินิจฉัยโรคทำได้อย่างไร?

  • สำหรับการตรวจร่างกายภายนอกนั้น แพทย์จะทำการตรวจโดยคลำหาก้อนเนื้อในบริเวณอัณฑะ หากคลำไม่พบก็จะมีการอัลตร้าซาวน์ การทำ CT SCAN ร่วมด้วย
  • ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจหาผลในห้องปฏิบัติการ ต่วิธีนี้มักไม่เป็นที่นิยมเพราะการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจอาจส่งผลให้เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจายลุกลามได้
  • หากทราบผลว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งอัณฑะจริงจะมีการติดตามผลเพื่อดูระยะของโรคทั้งนี้อยู่ที่ดุลยพินิจของแพทย์เป็นสำคัญว่าจะทำการรักษาต่อไปด้วยวิธีการใด

ระยะของโรคมะเร็งอัณฑะ แบ่งได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 เซลล์มะเร็งมีจุดกำเนิดอยู่แต่ในอัณฑะ

ระยะที่ 2 โรคมีการแพร่กระจายไปสู่ต่อมน้ำเหลือง

ระยะที่ 3 โรคแพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองและลุกลามเข้ากระแสโลหิต

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้แก่อะไรบ้าง?

  • พฤติกรรมการกินอาหาร โดยกินอาหารที่มีการฉีดหรือเลี้ยงสัตว์นั้นๆ ด้วยฮอร์โมนเป็นเวลานาน
  • เกิดจากพันธุกรรมซึ่งอาจมีประวัติคนภายในครอบครัวเคยเป็นโรคมะเร็งอัณฑะมาก่อน ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นสูง
  • การคลุกคลีอยู่กับสารเคมีเป็นระยะเวลานานๆ เช่น สารเคมีอย่างเบนซิน
  • ในผู้ที่เคยเปนมะเร็งอัณฑะข้างเดียวมาก่อนก็มีดอกาสที่จะเกิดมะเร็งอัณฑะอีกข้างได้ในภายหลัง
  • การได้รับรังสีของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในปริมาณเยอะติดต่อกันเป็นเวลานาน

5.3

ผลเสียที่เกิดขึ้นเมื่อเป็นมะเร็งอัณฑะ

  • มีบุตรยาก
  • ร่างกายไม่ผลิตตัวอสุจิหรือผลิตได้น้อยทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง

มะเร็งอัณฑะมีวิธีการรักษาอย่างไร ?

วิธีรักษาโรคมะเร็งอัณฑะมี 2 ทางเลือก ก็คือ รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน หรือ แพทย์แผนจีน วิธีการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันมีดังนี้

  • โดยวิธีการผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อมะเร็งออก
  • โดยวิธีการทำเคมีบำบัดหลังการผ่าตัด
  • โดยวิธีการฉายรังสี

สำหรับวิธีการรักษาแบบการแพทย์แผนจีนเป็นการรักษาแบบทางเลือกวิธีการคือสวนเข้าไปทางหลอดเลือดแดงเพื่อทำการสร้างความสมดุลและสร้างการภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งการรักษาแบบนี้จะสามารถช่วยควบคุมโรค ไม่ให้เซลล์มะเร็งเกิดการพัฒนาต่อไปในระดับที่สูงมากขึ้นนั่นเอง

การดูแลตัวเองของผู้ป่วย

ควรงดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาดและควรรับประทานอาหารที่ให้พลังงานโดยเฉพาะอาหารโดยหมู่โปรตีนเพื่อนำมาฟื้นฟูซ่อมแซมร่างกายหลังเกิดอาการป่วย ในด้านจิตใจควรพยายามทำจิตใจให้สบายเพื่อไม่ให้เกิดภาวะความเครียด ต้องส้รางความเข้มแข็งทางด้านจิตใจเพราะการมีจิตใจที่เข้มแข็งจะช่วยให้มีกำลังต่อสู้กับโรค พยายามสร้างสภาวะรอบตัวให้เหมาะกับการพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายให้มากที่สุดหลีกหนีจากความวุ่นวายที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดความเครียดได้

มะเร็งตับกับการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ

                   มะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบมากอันดับ 1 ของประเทศไทย มะเร็งตับยอดฮิตของคนไทยคือ มะเร็งของเซลล์ตับ และ มะเร็งท่อน้ำดีตับ สาเหตุที่สำคัญที่สุดในการเกิดมะเร็งในเซลล์ตับของคนไทยคือ การเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และ ซี ส่วนมะเร็งท่อน้ำดีตับนั้น สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการทานอาหารที่มีดินประสิวและการทานอาหารที่มีพยาธิใบไม้ตับปนเปื้อนอยู่

4.1

                  เชื้อไวรัสจากโรคตับอักเสบบี สามารถอยู่นิ่งๆในร่างกายของเราได้นานเป็นปี โดยที่เราไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกาย มันสามารถแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็ว กระจายตัวเข้าสู่กระแสเลือดซึ่งส่งผลให้มีปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ก่อให้เกิดการอักเสบและการทำลายเซลล์ขึ้น เพราะฉะนั้น เราจึงต้องเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หากทราบว่ามีไวรัสตับอักเสบบี แพทย์ก็จะตรวจการทำงานของตับโดยการตรวจระดับเอนไซม์ในตับ ซึ่งการรักษามะเร็งตับนั้นมีหลายวิธี  ขึ้นอยู่กับระยะของมะเร็ง เช่น การผ่าตัด การฉีดแอลกฮอลเข้าก้อนมะเร็งโดยตรง  การฉีดยาเคมี การใช้ความร้อนจี้ก้อนมะเร็งโดยตรง รวมถึงการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งในปัจจุบัน มียารักษาโรคตับอักเสบบีอยู่ 2 ชนิด คือ ยากิน และ ยาฉีด แต่อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดยังถือว่าเป็นการรักษามะเร็งตับวิธีเดียว ที่มีโอกาสหายขาดสูงสุด

รักษามะเร็งด้วยวิธีธรรมชาติ

มะเร็ง นั้นถือเป็นโรคร้ายที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เพราะถ้าหากเกิดขึ้นกับตัวเราแล้ว ก็ยากที่จะรักษาให้หายขาด ในปัจจุบันนี้มีวิธีการรักษาโรคมะเร็งหลากหลายหนทางด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ช่วยรักษาโรคมะเร็งที่เป็นที่นิยมอย่างมาก นั่นคือ การรักษามะเร็งด้วยวิธีธรรมชาติกับการกินนั่นเองค่ะ

4.2

            อาหารรักษา จะแตกต่างจากอาหารในชีวิตประจำวัน ของเราอย่างมาก เพราะอาหารจะต้องใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด ให้ร่างกายได้รับสารอาหารจำพวกวิตามิน เกลือแร่ และเอนไชม์ จากธรรมชาติเข้าไปเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกาย  หากคนที่เป็นมะเร็งนั้น กินอาหารดัดแปลง อาหารสำเร็จรูป ที่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม จะทำให้ความเสี่ยงต่อการลุกลามของเซลล์มะเร็งเพิ่มมากขึ้น อาหารที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังรักษามะเร็งนั้นได้แก่ ข้าวจำพวกข้าวกล้อง ผักสดและผลไม้สดที่ควรกินให้มากทุกมื้อ จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารประเภทโปรตีนและกรดอะมิโนได้ในปริมาณที่พอดี และควรงดเนื้อสัตว์ ประเภทปลา ไข่ รวมไปถึง เต้าหู้ โปรตีนเกษตร และเมล็ดถั่ว
งดอาหารที่มีรสเค็ม ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ สำเร็จรูป อาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง ของหมักดอง

เห็นไหมคะว่ามันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าหากเราไปพบแพทย์และได้รับคำแนะนำ ก็จะทำให้เรามีโอกาสหายขาดจากโรคมะเร็งตับได้  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารนั้น นับว่าเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันโรคที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงขึ้น สามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการเชื่อฟังคำแนะนำของแพทย์ ก็จะช่วยให้เรารักษามะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้น การให้กำลังใจตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การรักษามะเร็งมีแนวโน้มที่ดีขึ้นค่ะ

มะเร็งกล่องเสียง…โรคฮิตของสิงห์อมควัน

คุณผู้อ่านคะ คุณเคยมีอาการเสียงแหบกันบ้างหรือเปล่าถ้าเสียงแหบเพราะเป็นหวัดการดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นๆสักแก้วก็สามารถทำให้อาการเสียงแหบหายไปได้แล้ว แต่หากมีอาการเสียงแหบที่ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด จู่ๆก็เกิดอาการเป็นขึ้นมาดื้อๆซ้ำยังเป็นเสียงแหบเรื้อรังทำอย่างไรก็ไม่หายสักทีนานติดต่อกันหลายๆอาทิตย์  ควรรีบไปพบแพทย์นะคะเพราะอาการเสียงแหบนี้มีส่วนเกี่ยวพันกับกล่องเสียงโดยเฉพาะ

3.1

 กล่องเสียงเป็นอวัยวะที่อยู่บริเวณลำคอทำหน้าที่ช่วยให้เรากลืนอาหารและน้ำได้สะดวก ทั้งยังช่วยในการหายใจและทำให้เราสามารถเปล่งเสียงเป็นคำพูดใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับกล่องเสียงก็ย่อมที่จะส่งผลให้มีปัญหาในการออกเสียงเช่นกัน

มะเร็งกล่องเสียงจัดเป็นมะเร็งที่สามารถพบได้บ่อยชนิดหนึ่งผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยผู้สูงอายุที่สูบบุหรี่จัดๆมาก่อน ระดับความรุนแรงของโรคอยู่ระดับปานกลางสามารถรักษาให้หายได้แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งการเกิดของมะเร็ง ถึงแม้การสูบบุหรี่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับแรกๆแต่ก็มีปัจจัยอื่นๆเช่นกันที่ทำให้เกิดมะเร็งกล่องเสียงได้ สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งกล่องเสียงยังไม่สามารถหาสาเหตุได้แน่ชัด แต่จากงานวิจัยพบว่าปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งกล่องเสียงมีดังนี้

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง

  1. การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งกล่องเสียงผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นมะเร็งกล่องเสียงเป็นผู้สูงอายุที่มีประวัติการสูบบุหรี่จัด
  2. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  3. การติดเชื้อไวรัส HPV
  4. การมีภูมิคุ้มกันต่ำ

3.2

ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งกล่องเสียงอาการเริ่มแรกมักจะไม่มีปรากฏให้เห็น แต่มักจะเกิดอาการเสียงแหบโดยเฉพาะหากเกิดอาการเสียงแหบเกิดขึ้นแบบผิดปกตินานเกิน 2 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยโรค แต่ทั้งนี้อาการเสียงแหบที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้หมายถึงสัญญาณเริ่มต้นของการเป็นมะเร็งกล่องเสียงเสมอไป แต่อาจเกิดมาจากความผิดปกติอื่นๆ เช่น

  • กล่องเสียงอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อเนื่องมาจากการเป็นไข้หวัด จะมีอาการไอและเจ็บคอร่วมด้วย อาการเสียงแหบที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุนี้จะหายภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 อาทิตย์
  • อาการเสียงแหบที่เกิดจากการใช้เสียงในการทำกิจกรรมต่างๆมากเกินไป เกิดขึ้นเพราะมีการระคายเคืองที่กล่องเสียง มักจะเป็นๆ หายๆ

สำหรับอาการเสียงแหบที่เป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคมะเร็งกล่องเสียงนอกจากจะเสียงแหบแล้วพบว่าจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการเจ็บคอ ไอมีเสมหะปนเลือดออกมา ในกรณีที่เป็นมากแล้วจะมีอาการหายใจลำบากทั้งนี้เพราะก้อนเนื้อร้ายได้เข้าไปกีดขวางทางเดินหายใจ

วิธีการรักษาโรคมะเร็งชนิดนี้สามารถทำได้หลายวิธีดังจะกล่าวต่อไปนี้

  1. การผ่าตัด วิธีการนี้ใช้ได้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งในระยะแรกเท่านั้น

ผลข้างเคียงที่เกิด  ผู้ป่วยจะไม่สามารถพูดได้ การหายใจต้องทำโดยการเจาะคออย่างถาวรและอาจสำลักอาหารเข้าปอดเมื่อกลืนอาหาร

  1. การฉายรังสี เป็นการใช้ความร้อนจากรังสีมาฆ่าเซลล์มะเร็งหรือลดขนาดของก้อนมะเร็งให้เล็กลง

ผลข้างเคียงที่เกิด  ผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสีจะแห้งและมีสีเปลี่ยนไปความสามารถในการรับรสชาติอาหารของผู้ป่วยน้อยลง กลืนอาหารลำบาก

3.3

  1. การทำเคมีบำบัด เป็นการให้ยาทางเส้นเลือดเพื่อให้ตัวยากระจายผ่านทางระบบไหลเวียนเลือด

ผลข้างเคียงที่เกิด เม็ดเลือดขาวต่ำต้องระวังอาการแทรกซ้อน ผมร่วง เบื่ออาหาร

ระยะของมะเร็ง

ในระยะแรก   ก้อนมะเร็งจะอยู่ในบริเวณกล่องเสียงเพียงที่เดียว

ระยะที่สอง   ก้อนมะเร็งจะลุกลามเข้าไปในกล่องเสียง

ระยะที่สาม   เส้นเสียงจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

ระยะที่สี่    ก้อนมะเร็งจะลามเข้าต่อมไทรอยด์หลอดอาหารและอวัยวะข้างเคียงและแพร่กระจายไปสู่ปอด

การดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคมะเร็งกล่องเสียงควรทำอย่างไร?

  1. อันดับแรกที่ควรทำคือในผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นๆควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนเรื่องการรักษามะเร็งเพื่อปรับเปลี่ยนยารักษาไม่ให้ขัดกับการรักษามะเร็ง
  2. ควรพักผ่อนให้เพียงพอและพยายามลดความวิตกกังวลลง
  3. งดสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด
  4. เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยาที่ต้องรับประทานให้สอบถามแพทย์ที่ดูแลให้เข้าใจอย่างละเอียด
  5. งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิด

ป้องกันมะเร็งตัวร้าย..ด้วยสตรอเบอร์รี่และฟักทอง

2.1

ฟักร่างกายให้พร้อมสู้กับโรคร้าย..ด้วยฟักทอง

ฟักทองลูกสีเหลืองส้ม สัญลักษณ์ประจำวันฮาโลวีน เทศกาลปล่อยผีที่น่ากลัวสุดๆ แต่ขอบอกว่าคุณสมบัติไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด แถมมีประโยชน์ในเรื่องของการป้องกันและมีผลลัพธ์ดีเยี่ยมในการรักษามะเร็งได้ด้วยนะเออ ฟักทองนั้นเป็นพืช ที่เป็นทั้งผักและผลไม้ มีสีเหลืองส้ม มีคุณค่าทางอาหารสูงทั้งในแง่ของพืช และสมุนไพรไทยที่ช่วยป้องกันมะเร็งได้  เพราะสารคิวเคอร์บิตาซิน

ในเมล็ดฟักทอง มีประสิทธิภาพสูงในการต้านมะเร็งและเสริมฤทธิ์กับยาแผนปัจจุบันที่ใช้ในการรักษามะเร็งได้เป็นอย่างดี มีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด และยังช่วยปกป้องเซลล์ตับด้วย หากเราทานฟักทองทั้งเปลือก จะสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายได้ และยังช่วยควบคุมความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต  กระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกาย และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพได้อีกด้วย นอกจากนี้ สารเบต้าแคโรทีนในเฟักทอง ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและเซลล์มะเร็งอีกหลายชนิด หากเราทานฟักทองเป็นประจำ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร ลำไส้ ปอด และเต้านมก็จะลดลง

2.2

สตรอเบอร์รี่…สรรพคุณเปี่ยมล้นแบบไม่สตรอ

สตรอเบอร์รี่ผลไม้เมืองหนาว ลูกจิ๋วสีแดงสด กลิ่นหอมหวาน เป็นผลไม้ที่เป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัยและได้รับความนิยมรับประทานมากในฤดูหนาว ซึ่งส่วนมากจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่ก็มีอีกหลายชนิดที่ปลูกบนภูเขาสูงทางภาคเหนือของบ้านเราเจ้าผลไม้ลูกแดงๆนี้ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู โดยเฉพาะของหวานอย่าง เค้ก เครื่องดื่ม หรือจะรับประทานสดๆร่วมกับโยเกิร์ตเพื่อลดน้ำหนัก ทานกับซีเรียลเป็นอาหารเช้า ก็ได้คุณค่าทางอาหารครบถ้วนเช่นกัน

รู้ไหมคะว่าในสตรอเบอร์รี่ที่เราทานกันนั้น อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แอนโทไซยานิน , เคอซิติน และ เคมเพอรอล ซึ่งจะช่วยชะลอการเกิดอนุมูลอิสระ ที่มาของการเสื่อมถอยของเซลต่างๆในร่างกายของเรา ที่เป็นต้นเหตุของการการเกิดโรคมะเร็งหลายๆ ชนิด และที่สำคัญ ในสตรอเบอร์รี่ยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกที่มีส่วนช่วยยับยั้งสารก่อโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ได้มากกว่าผลไม้อื่นๆ เช่น องุ่นแดงอยู่ถึง 2 เท่า มากกว่ามะเขือเทศถึง 7 เท่า เรียกได้ว่าเป็นการรักษามะเร็งทางอ้อมเลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่ไม่มีคอเรสเตอรอล จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ช่วยบำรุงรักษาระบบต่างๆในร่างกาย ถือว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว นากจากนี้แล้ว สารโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ในสตรอเบอร์รี่ ยังช่วยควบคุมระดับความดันเลือดให้อยู่ในสภาวะปกติ ลดคอเรสเตอรอลและไขมันเลวในร่างกายและเพิ่มปริมาณไขมันดีช่วยให้หลอดเลือกสะอาด ป้องการหลอดเลือดอุดตันได้

10 วิธีสุขภาพดีห่างไกลมะเร็ง

คุณจะไม่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งแน่นอน ถ้าดำเนินชีวิตถูกทาง

ใครๆ ก็รู้ว่าการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการสูบและรับควันบุหรี่ คือกำแพงแรกที่ช่วยต้านมะเร็ง แต่ก็มีอีกหลายวิธีที่จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยง มาลองดูกันว่าจะทำได้อย่างไร

1.1

1.กรองน้ำประปาหรือน้ำก๊อกก่อนดื่ม

เพราะจะช่วยป้องกันสารเคมีต่างๆ ที่อาจเจือปนมากับน้ำ ซึ่งมีผลต่อฮอร์โมนในร่างกาย การกรองน้ำประปาที่ดื่ม มีความปลอดภัยมากกว่าการดื่มน้ำบรรจุขวดที่ใช้วัสดุด้อยคุณภาพ

2.ลดการใช้พลังงานก๊าซ

การสัมผัสหรือสูดดมควันพิษ ที่เกิดจากการเผาไหม้ของรถยนต์ที่ลอยฟุ้งในอากาศ ไม่เป็นผลดีและควรหลีกเลี่ยง อีกทั้งควันพิษคือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ก่อมะเร็งปอดและมะเร็งผิวหนัง ทางที่ดีควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่อเลี่ยงเส้นทางไม่ได้

3.ดื่มกาแฟทุกวัน

การดื่มกาแฟ ที่มีคาเฟอีนมากกว่า 5 แก้วต่อวัน ความเสี่ยงเป็นมะเร็งสมองลดลง 40 % เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มน้อยกว่า และสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในช่องปากและลำคอได้

4.ดื่มน้ำให้มากขึ้น ก็ลดความเสี่ยงมะเร็งได้สูงขึ้น

การดื่มน้ำ ในปริมาณที่พอเหมาะ ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และขับสารที่ก่อมะเร็งออกจากกระเพาะปัสสาวะได้เร็วขึ้น เราจึงควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

1.2

5.เลือกรับประทานผักผลไม้สีเขียว

รับประทานผักผลไม้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะผักสีเขียวเข้ม เพราะอุดมไปด้วยแมกนิเชียม ที่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ในผู้หญิงได้

6.ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม

โดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ต้องหักโหม วันละ1-2 ชั่วโมง ไม่ต้องรีบ จะช่วยลดอัตราการเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้มากถึง 18%

7.แต่งตัวเป็นช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนัง

ในงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์สเปนพบว่า ผ้าสีฟ้าและสีแดงสามารถป้องกันรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ได้ดีกว่าสีขาวและสีเหลือง อีกทั้งการใส่หมวกหรือกางร่มก็ช่วยลดทอนแสงอาทิตย์ที่ส่องมากระทบตัวเรา อย่าอายถ้าคนอื่นทำไม่เหมือนเรา การป้องกันตนเองแต่เนิ่นๆ นั้นดีกว่าต้องแก้ไขเมื่อยามสาย

8.กินอาหารที่สะอาดถูกหลักอนามัย

ควรเลือกซื้อผักปลอดสารหรือปลูกผักกินเองเพื่อหลีกเลี่ยงสารตกค้างต่างๆ และต้องล้างผัก ผลไม้ ทุกครั้งก่อนกิน (ให้รู้ไว้ว่าสารก่อมะเร็งกว่า 40 ชนิดพบมากในยาฆ่าแมลง) ฉะนั้นหากหลีกเลี่ยงได้ก็ลดความเสี่ยงได้ด้วยเช่นกัน

1.3

9.ไม่เพิกเฉยกับอาการเจ็บปวดต่างๆ

มะเร็งรังไข่อาจส่งสัญญาณเตือน เช่น ท้องอืด ปวดช่องท้อง หรือปัญหาในการขับปัสสาวะ ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์

10.ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมตามเกณฑ์

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้อ้วน แต่ถ้าหากคุณอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไป การมีน้ำหนักมากจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม ตับอ่อน ปากมดลูก และส่วนอื่นๆ ได้