การป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นับว่าเป็นข่าวดีอย่างมากเนื่องจากปัจจุบันมีหลักฐานจากทางการแพทย์ออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจนแล้วว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั้นเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ สำหรับโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคนั้นก็มีหลากหลายประการเช่นกัน แต่ในบางประการก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น การเกิดขึ้นจากพันธุกรรม เชื้อชาติและผู้ป่วยมีอายุมากขึ้นแล้ว หากอย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลากหลายประการเหล่านั้นก็ยังคงสามารถป้องกันและแก้ไขได้ค่ะ เช่น การออกกำลังกายหรือเล่นกิจกรรมที่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง รับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ทั้งหมดนี้ เพียงไม่ปล่อยตัวให้น้ำหนักมากเกินไปหรือไม่ให้ตัวเองอ้วนนั่นเอง

จึงสรุปได้ว่าการป้องกันโรคเบาหวานที่ดีที่สุดก็คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่เพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น ซึ่งได้แก่ การควบคุมน้ำหนักให้คงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานด้วยการหมั่นออกกำลังกายและทานอาหารที่เน้นใยอาหารหรือผักผลไม้ที่ไม่มีรสหวานจัดจนเกินไป เล่นกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงหรืองดสูบบุหรี่หรือไม่อยู่ในสถานที่ที่มีควันบุหรี่ หากปฏิบัติได้ตามนี้ รับรองว่าจะช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดีแน่นอน แต่ในกรณีที่เกิดจากพันธุกรรมหรือเชื้อชาติการป้องกันด้วยวิธีต่างๆ อาจไม่ได้ผลนัก นอกจากจะสามารถช่วยชะลอการเกิดโรคให้ยืดเวลาในการเป็นออกไปยาวนานขึ้น

50 การป้องกันโรคเบาหวาน1

  1. ลดปริมาณอาหารเพื่อการควบคุมน้ำหนัก
    หัวใจหลักสำคัญที่มีผลต่อการลดน้ำหนักได้เป็นผลสำเร็จคือจะต้องลดปริมาณอาหารให้เหลือน้อยลงเพื่อให้จำนวนแคลอรีที่ร่างกายได้รับต่อวันลดน้อยลงด้วยหรือเพื่อให้เหมาะสมเพียงพอต่อที่ร่างกายจะได้นำเอาไปใช้ โดยควรรับประทานอาหารที่ให้แคลอรีน้อยลงวันละ 500-1,000 กิโลแคลอรี จึงจะช่วยให้น้ำหนักลดลงไปได้ประมาณ 0.45-0.9 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ สำหรับอาหารที่ควรลดปริมาณให้น้อยลงในเบื้องต้นก็คือ อาหารประเภทแป้ง น้ำตาลและไขมัน ทั้งนี้ ควรหมั่นออกกำลังกายหรือเล่นกิจกรรมเพื่อให้ร่างกายได้มีการเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสมเพียงพอ สำหรับเรื่องการรับประทานอาหารนั้นหากใส่ใจการทานอาหารให้ถูกตามหลักโภชนการได้จะยิ่งดีมากเพราะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพโดยแท้

50 การป้องกันโรคเบาหวาน2

การเลือกทานอาหารเพื่อสุขภาพทำได้ดังนี้
– เลือกทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
ซึ่งประกอบด้วยแป้ง ข้าว น้ำตาลและถั่วต่างๆ ควรเลือกทานอาหารที่ไม่มีรสชาติหวานจัดและควรให้ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่พอสมควร ไม่ต้องมากหรือน้อยเกินไป เพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้สำหรับอาหารที่ให้ปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำก็นับว่ามีความเหมาะสมกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักด้วยเช่นเดียวกัน โดยสามารถรับประทานข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง ก๊วยเตี๋ยว วุ้นเส้น เส้นหมี่ ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด เผือก สปาเก็ตตีและมะกะโรนี กลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น ข้าวขาว ข้าวเหนียว ขนมปังขาว แครกเกอร์ มันสำปะหลัง ฟักทองและมันฝรั่ง เนื่องจากอาหารกลุ่มนี้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้มากกว่ากลุ่มอาหารประเภทแรกค่ะ ในส่วนของข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ะ ขนมปังโฮลวีทและถั่วต่างๆ นั้น แนะนำให้รับประทานอย่างยิ่งเพราะมีใยอาหารสูงและไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงมาก แต่การทานถั่วบางชนิดก็มีไขมันมากเช่นกัน ดังนั้น จึงไม่ควรทานในปริมาณมากเกินไป เช่น อัลมอนด์ แมคคาเดเมีย ถั่วลิสงและมะม่วงหิมพานต์ค่ะ

50 การป้องกันโรคเบาหวาน3

อาหารประเภทไขมัน เป็นอาหารที่ทำให้น้ำหนักเราเพิ่มขึ้นได้อย่างง่ายดายทีเดียวและทำให้หลายคนเป็นโรคอ้วนกันมากขึ้นไม่แพ้อาหารประเภทแป้งและน้ำตาล สำหรับอาหารทีให้ไขมันนั้นได้แก่ น้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารทุกชนิด กะทิและไขมันจากเนื้อสัตว์ทุกประเภท รวมถึงเนื้อสัตว์ที่ติดมันด้วย หากก็มีความแตกต่างกันในโครงสร้างกรดไขมันที่เป็นองค์ประกอบรวมถึงปริมาณคลอเรสเตอรอล และแม้ว่าน้ำมันและไขมันจากพืชรวมถึงกะทิจะไร้ซึ่งคลอเรสเตอรอลเป็นส่วนประกอบก็ตาม แต่อาหารดังกล่าวก็ทำให้กระแสเลือดคนเรามีระดับคลอเรสเตอรอลขึ้นสูงได้ เพราะหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป น้ำมันหรือไขมันทุกชนิดจะมีกรดไขมันปะปนอยู่แล้ว โดยเป็นส่วนประกอบในอัตราส่วนซึ่งแตกต่างกันออกไป โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ดังนี้
1. ไขมันประเภทอิ่มตัว (saturated fat)
เป็นไขมันที่มีส่วนประกอบหลักเป็นกรดไขมันอิ่มตัวและกรดไขมันชนิดอื่นๆ บ้างเพียงเล็กน้อย ซึ่งได้แก่ ไขมันจากสัตว์ทุกชนิด น้ำมันพืชที่สกัดขึ้นจากมะพร้าว ปาล์มและน้ำกะทิ สำหรับไขมันชนิดนี้หากรับประทานเข้าไปมากก็ย่อมทำให้กระแสเลือดในร่างกายมีระดับคลอเรสเตอรอลพุ่งขึ้นสูงได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีผลต่อการสลายกลูโคสภายในกล้ามเนื้อ เนื่องจากมีภาวะการดื้ออินซูลินเกิดขึ้นในระยะยาวและอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นตามอีกด้วย

  1. ไขมันประเภทไม่อิ่มตัวหนึ่งตำแหน่ง (mono-unsaturated fat)
    เป็นไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหนึ่งตำแหน่งซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในไขมันดังกล่าว ซึ่งได้แก่ ไขมันที่ผ่านการสกัดได้จากรำข้าว ถั่วลิสงและมะกอกโอลีฟ โดยไขมันประเภทนี้จะไม่มีผลต่อระดับคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือด และยังมีการวิจัยบ่งชี้ให้ทราบว่า น้ำมันจากมะกอกโอลีฟนั้นจะทำให้ระดับ LDL คลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดลดระดับลงได้
  2. ไขมันประเภทไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (polyunsaturated fat)
    เป็นไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลากหลายตำแหน่งเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอยและน้ำมัยที่ได้จากปลาทะเลหลายชนิด

50 การป้องกันโรคเบาหวาน4

อาหารประเภทโปรตีน โปรตีนเป็นอาหารที่ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและส่งเสริมให้กระบวนการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาหารที่ให้โปรตีนนั้น ได้แก่ เนื้อสัตว์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไข่ เครื่องใน นม ถั่วต่างๆ และเมล็ดธัญพืชหลายชนิดแต่มีโปรตีนในปริมาณน้อย ทว่ามีกรดอะมิโนที่จำเป็น (essential amino acid) ไม่ครบถ้วนนัก จึงควรรับประทานเนื้อสัตว์แบบไม่ติดหนังและมีไขมันต่ำ อย่างเช่น เนื้อไก่และเนื้อปลา โดยควรรับประทานให้ได้วันละ 100-200 กรัม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพลังงานที่ร่างกายควรได้รับต่อวันร่วมกันกับไข่ วันละ 1/2 – 1 ฟอง และทานโปรตีนที่ได้จากพืชผักต่างๆ ควรจำกัดการทานอาหารทะเลแต่ยกเว้นเนื้อปลา พร้อมกันนี้ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ติดมันรวมถึงเครื่องในสัตว์ เพราะโดยส่วนมากมักมีคลอเรสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูง นอกจากนี้ ควรทานอาหารที่ให้กากใยสูงด้วยเช่นเดียวกัน โดยรับประทานให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเพื่อเป็นการเพิ่มกากอาหารให้แก่ลำไส้และเพื่อช่วยป้องกันปัญหาท้องผูกตามมา เพราะใยอาหารยังมีคุณสมบัติซึ่งช่วยชะลดการดูดซึมไขมันและน้ำตาลจากระบบทางเดินอาหารได้ สำหรับอาหารที่ให้ใยอาหารสูงมาก ได้แก่ ผักต่างๆ และธัญพืชขัดสีน้อย ถั่วบางชนิด เช่น ถั่วเหลืองและถั่วแดง ในส่วนของผลไม้ แนะนำให้ทานฝรั่งและแอปเปิ้ล นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการทานขนมหวานหรืออาหารที่อุดมด้วยน้ำมัน เช่น อาหารบรรดาของทอดที่อุดมด้วยไขมันสูงต่างๆ

50 การป้องกันโรคเบาหวาน5

  1. กิจกรรมทางกายหรือการออกกำลังกาย (physical activity or exercise)
    การออกกำลังกายเพื่อป้องกันการเกิดโรคอย่างได้ประสิทธิภาพเยี่ยมที่สุดควรออกต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายเท่าใดนัก อาจจะหันมาทำกิจกรรมที่ให้ร่างกายได้หมั่นเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาแทน เช่น การทำงานบ้าน เดินขึ้น-ลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ รดน้ำต้นไม้ เดินเล่นในสวนและปั่นจักรยาน เป็นต้น เมื่อเราทำอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถช่วยควบคุมน้ำหนักและลดน้ำหนักในคนที่มีรูปร่างอ้วนได้เป็นอย่างดีแน่นอน และยังได้สุขภาพดีมาเป็นของแถมอีกด้วยค่ะ สำหรับผู้ที่หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำยังทำให้น้ำหนักตัวยากที่จะกลับมาเพิ่มขึ้นยากอีกด้วย อีกทั้งการออกกำลังกายหรือเล่นกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวอย่างเพียงพอย่อมทำให้ภาวะดื้ออินซูลินลดลง ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้นและทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

การออกกำลังกายในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดจะต้องให้แพทย์ตรวจร่างกายก่อนที่จะออกกำลังกาย ผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายหรือผู้สูงอายุที่เริ่มออกกำลังใหม่ๆ แนะนำให้เริ่มเดินในระยะเวลาสั้นๆ ก่อน โดยใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มความเร็วอย่างช้าๆ ขึ้นทุก 1-2 สัปดาห์ จนร่างกายมีพละกำลังอยู่ตัวและสามารถออกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญก่อนออกกำลังกายไม่ว่าจะวัยใดก็ตามควรอบอุ่นร่างกาย (warm up) ก่อนทุกครั้งเสมอเพื่อให้เส้นเอ็นได้ยืดตัวและเป็นการช่วยเตรียมกล้ามเนื้อให้พร้อม ทั้งนี้จะได้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นในระหว่างออกกำลังกายด้วย พร้อมกันนี้ หลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว ควรทำการผ่อนคลาย (cool down) เพื่อทำการปรับสภาวะให้ร่างกายด้วยเช่นเดียวกัน

นอกเหนือจากการออกกำลังกายในผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานแล้ว นอกจากนี้ ยังต้องใส่ใจเรื่องข้อจำกัดบางประการเพิ่มเติมด้วย เช่น หากผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนหรือมีโรคอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย เช่น ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังร่วมกับโรคเบาหวาน การรับประทานอาหารจะต้องลดปริมาณเกลือและเนื้อสัตว์ลง ในเรื่องของการทานผลไม้ก็คงข้อจำกัดด้วยเช่นเดียวกัน กล่าวคือผู้ป่วยอาจต้องงดผลไม้หากพบว่าผลไม้ชนิดนั้นๆ มีเกลือโพแทสเซียมในกระแสเลือดสูงหรือในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจขาดเลือดร่วมอยู่ด้วย จำเป็นจะต้องลดปริมาณความเค็มจากเกลือและปริมาณของไขมัน รวมถึงเนื้อสัตว์ที่รับประทานอย่างเคร่งครัด

50 การป้องกันโรคเบาหวาน6

  1. ยารักษาโรคเบาหวาน
    สำหรับวิธีของการควบคุมรักษาโรคเบาหวาน นอกจากผู้ป่วยจะต้องเลือกทานอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการผู้ป่วยอย่างเหมาะสมแล้ว ยังต้องหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำดังที่เราแนะนำไว้เบื้องต้นอย่างเคร่งครัด อีกทั้งควรเข้ารับการตรวจทุกครั้งที่แพทย์นัดและตรวจสุขภาพตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้ค้นหาหรือตามติดโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นไปพร้อมกันและเพื่อได้รับยามาทานหรือได้รับการฉีดยาจากแพทย์ประจำที่แนะนำอยู่เสมอนั่นเอง

ยาสำหรับรักษาเบาหวานนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นยาประเภทรับประทานและแบบยาฉีด โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับลักษณะของอาการของผู้ป่วยในแต่ละราย สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นอย่างมากที่จะต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายในระยะเบาหวานแรกเริ่มตลอดจนช่วงการรักษาแบบระยะยาวตลอดไป แต่ในส่วนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวนหนึ่งหากยังคงพอควบคุมเบาหวานได้ ด้วยการรับประทานอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการที่แนะนำอย่างเหมาะสมรวมถึงหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้ยา แต่หากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ก็จำเป็นต้องทานยารักษาร่วมด้วย ส่วนหนึ่งสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เป็นโรคมานานแล้วมักจะมีปัญหาในการดื้อยา และมีปัญหาในบางภาวะร่วม เช่น การตั้งครรภ์ เมื่อต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างโรคไตและโรคตับ ผู้ป่วยที่มีภาวะเหล่านี้ล้วนจำเป็นต้องรักษาผ่านการฉีดอินซูลิน และส่วนใหญ่มักพบว่าที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาชนิดรับประทานพร้อมกับการฉีดอินซูลินเพื่อให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตรงตามเป้าหมายดังที่กำหนดไว้

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนับว่ามีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลของโรคที่เป็นอยู่ เพื่อจะได้ทราบวิธีการควบคุมและการรักษาอย่างถูกต้อง เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตนตามได้อย่างเข้าใจและเคร่งครัดถูกต้อง ส่งผลให้เกิดการปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอตามมาจนกระทั่งคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเริ่มดีขึ้น และไม่ควรปล่อยให้ความเครียดครอบงำจิตใจให้พลอยมีความวิตกกังวลตลอดเวลา เพราะมันอาจจะทำให้เราหมดกำลังใจในการปฏิบัติตนเพื่อดูแลสุขภาพกายใจตนเองให้ดี เนื่องจากหากผู้ป่วยขาดการละเลยล่ะก็อาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาพร้อมกันก็เป็นได้ ทำให้ยิ่งมีสุขภาพย่ำแย่ สูญเสียเงินทองในการรักษาและส่งผลให้คุณภาพชีวิตแย่ลงตามมาอีก

จุดประสงค์หลักในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้น คือการรักษาโดยไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการต่างๆ ที่เกิดเนื่องจากระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เพิ่มขึ้นสูง ดังนั้น จึงพยายามควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงกับความปกติมากที่สุดเพื่อให้ปราศจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นตามมา สำหรับเด็กๆ ก็จะกระตุ้นให้เขาเจริญเติบโตอย่างสมวัย ในหญิงตั้งครรภ์ก็ควรได้รับการคำนึงถึงผลกระทบที่อาจมีต่อทารกและมารดาไปพร้อมกันด้วย

ในปัจจุบันวิธีการรักษาโรคเบาหวานนั้น ไม่ได้มีการจำกัดเฉพาะเพียงแค่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติเท่านั้น แต่วิธีการรักษาเพื่อให้ได้ผลดีเยี่ยมจะต้องมาพร้อมการควบคุมภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดร่วมกับโรคเบาหวานไปพร้อมกันด้วย เช่น ภาวะความดันโลหิตสูงและคลอเรสเตอรอลขึ้นสูงในกระแสเลือด ทั้งนี้ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ยังส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดตามมาในผู้ป่วยเบาหวานได้อีกด้วย ดังนั้น ผู้ป่วยทุกท่านเมื่อทราบวิธีปฏิบัติในการดูแลและป้องกันแล้วก็อย่าลืมใส่ใจปฏิบัติตามกันอย่างเคร่งครัดนะคะ

Leave a Reply